
10 บจ.พร้อมขึ้น SET
มาร์เก็ตแคปหมื่นล้านพร้อม-เอ็มเอไอเล็กลง โมโนหวังเพิ่มสถาบันถือหุ้นเกิน 5%
มาร์เก็ตแคปหมื่นล้านพร้อม-เอ็มเอไอเล็กลง โมโนหวังเพิ่มสถาบันถือหุ้นเกิน 5%
บจ.เอ็มเอไอมีคุณสมบัติย้าย SET รวม 10 แห่ง ล่าสุด MONO ทำมาร์เก็ตแคปหด 1 หมื่นล้าน เพิ่มสถาบันถือเพิ่มมากกว่า 5%
นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใน mai ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) มากกว่า 1 หมื่นล้านบาท ทั้งหมด 10 แห่ง ที่มีคุุณสมบัติพร้อมย้ายไปซื้อขายบนกระดานตลาดหลักหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งขณะนี้มีทั้งหมด 3 แห่ง ที่ย้ายและกำลังจะย้ายไปตลาดหลักทรัพย์
ก่อนหน้านี้ บริษัท ไลท์ติ้ง แอนด์ อีควิปเมนท์ (L&E) ได้ย้ายเข้า SETแล้ว ส่วนบริษัท โมโน เทคโนโลยี (MONO) จะย้ายกระดานซื้อขายตั้งแต่วันที่ 29 ม.ค. เป็นต้นไป และบริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ (APCO) ที่มีกำหนดย้ายภายในปี 2558 นี้
สำหรับ MONO ย้ายไปตลาดหลักทรัพย์มีผลให้มาร์เก็ตแคปของ mai หายไป 1 หมื่นล้านบาท เหลือ 4.2 แสนล้านบาท จากต้นปี 2558 อยู่ที่ 4.3 แสนล้านบาท เทียบกับสิ้นปี 2557 ที่ 4 แสนล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จัดตั้งกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กจำนวน 4-5 กองทุน แต่ละกองทุนลงทุนเฉลี่ยแห่งละ 1,000 ล้านบาท
ด้าน นายซัง โด ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MONO กล่าวว่า การที่บริษัทย้ายขึ้นไปตลาดหลักทรัพย์ เพราะต้องการให้นักลงทุนสถาบันเข้ามาลงทุนในหุ้นของบริษัทมากขึ้น จากปัจจุบันมีสัดส่วนนักลงทุนสถาบันถือหุ้นเพียง 5% และที่ผ่านมากองทุนบางแห่งติดเกณฑ์ไม่สามารถเข้ามาลงทุนในหุ้น mai ได้ ส่วนอนาคตก็ไม่สามารถบอกได้ว่าต้องการเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนสถาบันเป็นเท่าใด เพียงแต่อยากให้นักลงทุนที่เข้ามาถือหุ้นในระยะยาวเป็นหลัก ประกอบกับ เมื่อย้ายมา SET แล้วจะทำให้ผู้ลงทุนเปรียบเทียบกลุ่มธุรกิจกลุ่มอุตสาหกรรมบริการหมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ได้ชัดเจนกว่า mai
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวต่อว่า ในอนาคตบริษัทคงไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น รวมถึงแนะนำตัวกับนักลงทุนต่างประเทศมากขึ้นเช่นกัน ส่วนการที่ราคาหุ้นบริษัทปรับเพิ่มขึ้นมาต่อเนื่องน่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับอุตสาหกรรมกลุ่มสื่อทีวีดิจิทัลอื่นที่ได้รับความสนใจกับนักลงทุน พร้อมกับอาจเป็นเพราะเรตติ้งและส่วนแบ่งการตลาดของโมโนอยู่ในอันดับต้นๆ กลุ่มดิจิทัลรายใหม่
อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิปีนี้จะลดลงจากเมื่อก่อนมาก เพราะบริษัทเริ่มลงทุนธุรกิจดิจิทัลเมื่อปี 2557 ซึ่งมีผลให้บริษัทต้องชำระค่าประมูลช่องทั้งหมด 2,250 ล้านบาท ภายใน 6 ปี แต่จะเป็นการตัดตัวเลขทางบัญชีทั้งหมด 15 ปี ซึ่งจะมีผลกระทบต่อกำไรเท่าไรนั้น บริษัทไม่สามารถพูดถึงตัวเลขกำไรสุทธิทั้งหมดได้ก่อน ช่วง 1 เดือน ที่จะมีการประกาศผลประกอบการ
ทั้งนี้ สิ้นปี 2556 MONO มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 59.77% เทียบกับในช่วง 9 เดือนปี 2557 ลดลงมาอยู่ที่ 35.33% และอัตรากำไรสุทธิปี 2556 ที่ 33.45% ลดลงมาที่ 5.79%
รายได้ในปี 2558 คาดว่าจะอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 1,500-1,600 ล้านบาท เนื่องจากเมื่อต้นปีบริษัทได้ปรับเพิ่มค่าโฆษณาประมาณ 5 เท่า เฉลี่ยมาอยู่ที่ 2.5 หมื่น/นาที เทียบจากราคาเฉลี่ยปีที่แล้วอยู่ที่ 5,000 บาท/นาที ประกอบกับเรตติ้งดีขึ้น โดยช่วงค่าโฆษณาสูงสุดอยู่ที่ 5 หมื่นบาทส่วนใหญ่เป็นเวลาไพรม์ไทม์ ขณะที่ราคาต่ำสุดอยู่ที่ 2 หมื่นบาท/นาที
อย่างไรก็ดี ปีนี้บริษัทยังคงเน้นการสร้างฐานผู้ชมให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นต่อเนื่อง เพราะโมโนเป็นช่องที่เกิดใหม่ไม่มีฐานผู้ชมเป็นที่รู้จักเหมือนช่องเวิร์คพอยท์ หรือช่อง 8 ของบริษัท อาร์เอส จะเน้นทำการตลาดเพื่อโปรโมทพร้อมกับเพิ่มเนื้อหาใหม่ ส่วนงบลงทุนปี 2558 ใกล้เคียงกับปีก่อนประมาณ 800-1,000 ล้านบาท ที่เน้นไปกับการเพิ่มเนื้อหาและการสร้างสตูดิโอเพิ่ม
สำหรับสัดส่วนรายได้ปีนี้มาจากธุรกิจการให้บริการด้านบันเทิง 10% ประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจเพลงและกลุ่มธุรกิจภาพยนตร์ และอีก 90% มาจากธุรกิจสื่อและการให้บริการข้อมูลที่ปีนี้จะมาจากสื่อโทรทัศน์เพิ่มขึ้นเป็น 35% จากปีก่อน 8% และจากธุรกิจมือถือลดลงเหลือ 40% จากเดิม 70%







