posttoday
แมนูไลฟ์เล็งซื้อหุ้นไทยเพิ่ม

แมนูไลฟ์เล็งซื้อหุ้นไทยเพิ่ม

29 มกราคม 2558

มั่นใจหุ้นกลาง-เล็กในเอเชียยังวิ่งต่อ ลุ้นได้ประโยชน์น้ำมันถูกหนุนเศรษฐกิจโต

มั่นใจหุ้นกลาง-เล็กในเอเชียยังวิ่งต่อ ลุ้นได้ประโยชน์น้ำมันถูกหนุนเศรษฐกิจโต

“แมนูไลฟ์ เอเชีย” เล็งเพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นไทย อานิสงส์น้ำมันถูก มั่นใจหุ้นกลาง-เล็กเอเชียยังแรง

น.ส.ลินดา เซลแลค หัวหน้าทีมตราสารทุนเอเชียแปซิฟิก บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แมนูไลฟ์ เอเชีย ในฐานะผู้จัดการกองทุน MGF Asian Small Cap Equity Fund ซึ่งมีนโยบายลงทุนหุ้นขนาดกลางและเล็กในภูมิิภาคเอเชีย เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยมากขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันกองทุนลงทุนในตลาดหุ้นไทยประมาณ 4% มากกว่าส่วนของตลาดหุ้นไทยในดัชนี MSCI AX Asia Pacific ex-Japan Small Cap อยู่ 0.51%

“กองทุนให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยน้อยไปนิด และจากการพบกับนักวิเคราะห์ในไทยทำให้คิดว่ายังมีหุ้นอีกหลายตัวที่สามารถลงทุนได้” น.ส.ลินดา กล่าว

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่กองทุนลงทุนอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และผู้ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคล

น.ส.ลินดา ยังกล่าวอีกว่า เศรษฐกิจเอเชียจะยังคงเติบโตได้ดี โดยเฉพาะประเทศที่นำเข้าน้ำมันในปริมาณมาก เช่น ไทย ฟิลิปปินส์ และจีน

“เมื่อน้ำมันราคาถูกจะทำให้ประเทศที่นำเข้าน้ำมันมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น บริษัทต่างๆ จะได้ประโยชน์จากต้นทุนการผลิตต่ำลง มีการบริโภคมากขึ้น ซึ่งในขณะนี้อาจจะยังไม่เห็นภาพชัดเจน เพราะนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังใช้สมมติฐานราคาน้ำมันอยู่ที่ 70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ยังไม่กล้าใช้ราคาน้ำมันที่ 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หากนักวิเคราะห์มั่นใจกับราคาน้ำมันในระดับนี้ เราจะได้เห็นการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจ” น.ส.ลินดา กล่าว

ในขณะที่ราคาหุ้นขนาดเล็กในตลาดเอเชียหลายตลาดยังมีราคาถูกกว่าหุ้นขนาดใหญ่ เช่น ฮ่องกง อินเดีย และไต้หวัน

กองทุน MGF Asian Small Cap Equity Fund เป็นกองทุนหลักของกองทุนแมนูไลฟ์ สเตร็งค์ เอเชียน สมอลแคป อิควิตี้ เอฟไอเอฟ และกองทุนแมนูไลฟ์ สเตร็งค์ เอเชียน สมอลแคป อิควิตี้ เพื่อการเลี้ยงชีพของ บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย)

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2557 กองทุนหลักลงทุนในตลาดฮ่องกง เกาหลี อินเดีย ไทย มากกว่าดัชนีมาตรฐาน โดยมีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) เฉลี่ยของทั้งพอร์ตอยู่ที่ 13.6 เท่า น้อยกว่าดัชนีที่มีพี/อี 16.3 เท่า ขณะที่นักวิเคราะห์ประมาณการอัตราการเติบโตของกำไรบริษัทในพอร์ตไว้ที่ 51.8% สูงกว่าดัชนีเปรียบเทียบที่นักวิเคราะห์ให้ไว้ 38.2%

“ปีนี้พยายามจะมองหุ้นให้กว้างขึ้น โดยจะลงทุนในบริษัทที่มีมูลค่าตามราคาตลาดระหว่าง 300-500 ล้านเหรียญสหรัฐ มีพี/อีน้อยกว่า 12 เท่า และมีอัตราการเติบโตของกำไรที่ดี ในปัจจุบันกองทุนกระจายการลงทุนอยู่ใน 147 บริษัท โดยมีสัดส่วนลงทุนบริษัทละ 1-1.3% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ” น.ส.ลินดา กล่าว

พร้อมกันนี้ น.ส.ลินดา ยังยอมรับว่า เมื่อเดือน ธ.ค. 2557 ราคาหุ้นในพอร์ตตกลงไปมาก ทำให้ผลดำเนินงานของกองทุนต่ำกว่าตลาดอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเทขายของนักลงทุนที่ไม่มั่นใจต่อภาวะตลาด และเป็นธรรมชาติของหุ้นขนาดเล็กที่จะผันผวนมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่

“ตอนปลายปีนักลงทุนขายเพราะตกใจ ไม่มั่นใจต่อตลาด ซึ่งถือเป็นตลาดที่ผิดปกติ ทำให้นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 ขาดทุนไป 6-7% แต่ 2 สัปดาห์แรกของปีนี้ผลตอบแทนขึ้นมา 3.6% และเชื่อว่าหุ้นขนาดกลางและเล็กในตลาดเอเชียจะยังไปได้อีกไกล โดยเฉพาะถ้าเราเลือกหุ้นราคาถูกและมีกำไรดี ในที่สุดแล้วก็ต้องมีนักลงทุนเข้ามาซื้อ ทำให้ราคาเพิ่มขึ้น” นายต่อ อินทวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) กล่าว

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน