
อองฟองต์บุกผลิตแม่สอดรับอาเซียน
“อองฟองต์” เล็งเพิ่มกำลังผลิตโรงงานแม่สอดรับตลาดอาเซียน แก้เกมตลาดเสื้อผ้าเด็กในไทยซบ
“อองฟองต์” เล็งเพิ่มกำลังผลิตโรงงานแม่สอดรับตลาดอาเซียน แก้เกมตลาดเสื้อผ้าเด็กในไทยซบ
นางกาญจนา ตั้งเสรีสุขสันต์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์เด็ก บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้รับสิทธิไลเซนส์และทำตลาดผลิตภัณฑ์เด็กอองฟองต์ เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเพิ่มไลน์ผลิตเสื้อผ้าเด็กอองฟองต์ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งเป็น 1 ใน 6 เขตเศรษฐกิจพิเศษที่ภาครัฐผลักดันและรองรับแผนขยายตลาดอาเซียนในพม่า ลาว เวียดนาม ของเครือสหกรุ๊ป
ทั้งนี้ จะเป็นการใช้ไลน์ผลิตของโรงงานชุดชั้นในวาโก้ที่ จ.ตาก ซึ่งปัจจุบันใช้กำลังการผลิตเพียง 20-30% ขณะที่โรงงานผลิตเสื้อผ้าเด็กจะอยู่ในกรุงเทพฯ มีกำลังผลิตราว 3 ล้านชิ้น/ปี และใช้กำลังผลิตเต็มที่แล้ว
นอกจากนี้ ยังวางเป้าหมายเพิ่มรายได้ส่งออกจาก 15% เป็น 20% ในสิ้นปีนี้ หลังจากภาพรวมตลาดเสื้อผ้าเด็กในไทย โดยเฉพาะช่องทางห้างสรรพสินค้ามูลค่า 1,400 ล้านบาท ยังอยู่ในภาวะซบเซาหรือเติบโตเพียง 1-5% ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ พ่อแม่ระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย
สำหรับกลยุทธ์ของบริษัท จะรุกตลาดเสื้อผ้าเด็กระดับพรีเมียมยิ่งขึ้น โดยล่าสุดเปิดตัวอองฟองต์ คอตตอนพลัส นวัตกรรมการผลิตใช้ผ้าคอตตอนผสมกับปอกระเจา เจาะกลุ่มเป้าหมายเด็กแรกเกิด-6 ขวบ และมีราคาสูงกว่าอองฟองต์รุ่นปกติ 10% เน้นจุดแข็งการเป็นสินค้าออร์แกนิก 100% พร้อมแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ดูแลและบำรุงผิวระหว่างคุณแม่ตั้งครรภ์ เพื่อขยายฐานลูกค้าจากลูกสู่แม่
ขณะที่ปีนี้บริษัทจะมีสินค้าใหม่เปิดตัวประมาณ 20 รายการ/ปี พร้อมกับเน้นจัดกิจกรรมตลาด การจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ภายใต้การใช้งบตลาด 25 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นยอดขายให้เติบโต 5% ได้ตามเป้าหมาย หรือราว 525 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมารายได้ 500 ล้านบาท โต 2-3%
“หากไม่พัฒนานวัตกรรมใหม่ หรือจัดโปรโมชั่นจะเป็นปีที่ยากอีกหนึ่งปีสำหรับตลาดเสื้อผ้าเด็ก โดย อองฟองต์ พลัส คาดว่าจะสร้างรายได้สัดส่วน 10% จากรายได้รวม และจะเดินหน้าขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านออนไลน์อย่างจริงจัง ซึ่งปีที่ผ่านมายอดขายช่องทางดังกล่าวมีสัดส่วน 5% จึงมองว่าเป็นโอกาส” นางกาญจนา กล่าว
ปัจจุบัน ไอ.ซี.ซี.ฯ เป็นผู้นำตลาดเสื้อผ้าเด็กในห้างสรรพสินค้า ครองส่วนแบ่งตลาด 57% ของตลาดรวม ภายใต้ 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ อองฟองต์ มีส่วนแบ่งตลาด 30% ลิตเติ้ล วาโก้ 15% และแอบซอฟบาร์ 12% ที่่เหลือเป็นแบรนด์คู่แข่ง ซึ่งกลยุทธ์การขึ้นเป็นผู้นำมาจากการวิจัยกลุ่มเป้าหมายเด็กไทยทุกๆ 5 ปี







