
2R 2S 2F รหัส (ไม่) ลับ สำหรับซื้อกองทุนรวม
หลังจากถอดรหัส ไขความลับ การเปรียบเทียบผลดำเนินงานแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์กันไปแล้ว
หลังจากถอดรหัส ไขความลับ การเปรียบเทียบผลดำเนินงานแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์กันไปแล้ว ทีนี้เวลาเดินไปซื้อกองทุนรวมก็คงจะไม่มึนๆ งงๆ
แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับการตัดสินใจซื้อกองทุนรวม
เพราะถ้าจะให้ครบถ้วนต้องใช้รหัสลับของ Dr.Nut หรือ ธนัฐ ศิริวรางกูร ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “รวยด้วยกองทุน ใครๆ ก็ทำได้” และยังเป็นกูรูกองทุนรวมแห่ง aommoney.com
ธนัฐ บอกว่า วิธีการเลือกซื้อกองทุนรวมในแบบของเขาจะดูจาก 2R 2S 2F และนับจากนี้รหัสลับของ Dr.Nut จะไม่ใช่ความลับอีกต่อไป
2R : Risk VS Return
R ตัวแรก คือ Risk หรือความเสี่ยง หรือความผันผวนของกองทุนรวม
ในรายงานข้อมูลเปรียบเทียบผลการดำเนินงานแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์ ที่จัดทำโดยสมาคมบริษัทจัดการลงทุน จะบอกความเสี่ยง (Standard Deviation) หรือความผันผวนของผลตอบแทนที่กองทุนทำได้ในระยะเวลาต่างๆ กัน เอาไว้แล้ว
ค่า Standard Deviation จะเป็นตัวบอกว่า ผลตอบแทนของกองทุนสามารถแกว่งขึ้นลงได้มากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นถ้าเห็นตัวเลขมากๆ แปลว่า กองทุนนั้นมีโอกาสกำไรได้มาก แต่ก็อาจจะขาดทุนได้มากเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าไม่ชอบความตื่นเต้นก็คงต้องเลือกกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำๆ เอาไว้ก่อน
แต่ธนัฐบอกว่า เขายังให้ความสำคัญกับค่า Sharp Ratio ด้วย นั่นเพราะค่า Sharp Ratio จะเป็นตัวบอกว่า กองทุนไหนให้ผลตอบแทนมากกว่ากันต่อความผันผวนที่เท่ากัน
“ถ้ากองทุนที่มีค่า Sharp Ratio มากๆ แสดงว่า กองทุนนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่ากองทุนที่มีค่า Sharp Ratio ต่ำ เมื่อมีความเสี่ยงหรือความผันผวนเท่ากัน” ธนัฐ อธิบายไว้ในหนังสือของเขา
แม้ว่าในรายงานข้อมูลเปรียบเทียบผลการดำเนินงานแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์จะไม่มีค่า Sharp Ratio แสดงไว้ แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถที่จะไปค้นหาข้อมูล เพราะเราแค่เข้าไปที่เว็บไซต์ morningstarthailand.com โดยไม่ต้องมานั่งคำนวณเองให้ปวดหัว
ธนัฐแนะนำว่า ในกรณีที่ผลตอบแทนใกล้เคียงกันให้เลือกกองทุนที่มีความผันผวนน้อยๆ ไว้จะดีกว่า
“เลือกกองทุนที่ผันผวนน้อยๆ ถือเป็นการใช้จิตวิทยาในการลงทุนอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะนักลงทุนมือใหม่ เพราะเวลาที่เห็นผลตอบแทนผันผวนขึ้นลงมากๆ โดยเฉพาะเวลาที่ขาดทุนร่างกายอาจจะตอบโต้ด้วยความคิดว่า จะขายทิ้งเลยดีไหม แต่ถ้าเป็นกองทุนที่ผันผวนเล็กน้อยก็อาจจะทนถือได้นาน”
R ตัวที่สอง คือ Return หรือผลตอบแทน
แม้ว่าความจริงใจเราตัว R นี้มันอาจจะหมายถึงผลตอบแทนที่เราอยากได้ แต่ไม่มีใครรับประกันผลตอบแทนของกองทุนได้ เพราะฉะนั้นตัว R ตัวนี้จึงกลายเป็น “ผลตอบแทนที่ผ่านมา”
สำหรับผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนมีข้อมูลให้เลือกดูจากหลายแหล่ง หลายเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (www.aimc.or.th) เว็บไซต์ morningstarthailand.com หรือเว็บไซต์ตัวแทนขายหน่วยลงทุน เช่น wealthmagik.com
แต่การดูผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน จะมาดูกันแบบเดียวๆ กองทุนเดียวไม่ได้ จะต้องมีการเปรียบเทียบด้วย โดยการเปรียบเทียบแบบแรก คือ การเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ของกองทุนแต่ละประเภท จะได้รู้ว่าผลตอบแทนที่ได้ “แพ้ตลาด” หรือ “ชนะตลาด”
ถ้าเป็นกองทุนหุ้นก็ต้องเปรียบเทียบกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งการเปรียบเทียบในลักษณะนี้ ธนัฐเตือนให้ระวังการเปรียบเทียบผิดวิธี โดยเฉพาะดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ต้องสังเกตให้ดีว่า เป็นการเปรียบเทียบกับ SET PR หรือ SET TR
เพราะถ้าเป็น SET PR คือดัชนีที่คิดเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นไม่รวมเงินปันผล แต่ถ้าเป็น SET TR จะคำนวณผลตอบแทนจากเงินปันผลเข้าไปด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเป็นกองทุนหุ้นที่ไม่จ่ายปันผล (แปลว่า กองทุนจะนำเงินปันผลที่ได้ไปลงทุนต่อ) ก็ต้องเปรียบเทียบกับ SET TR จึงจะเหมาะสมกว่า
นอกจากการเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานแล้ว ยังต้องเปรียบเทียบกับกองทุนอื่นๆ ในประเภทเดียวกันด้วย โดยดูจากรายงานข้อมูลเปรียบเทียบผลการดำเนินงานแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์จะทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า ผลตอบแทนของกองทุนนั้นดีหรือแย่กว่ากองทุนอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าข้อมูลผลตอบแทนกองทุนจะมีให้เลือกดูตั้งแต่ผลตอบแทนหนึ่งวัน ผลตอบแทนรายสัปดาห์ รายเดือน ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีไปจนถึงผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี แต่ ธนัฐ บอกว่า การดูผลตอบแทนของกองทุนไม่ได้ดูแค่ผลตอบแทนสูงเพียงแค่ระยะสั้นๆ หรือผลตอบแทนเพียงปีเดียว แต่ต้องดูความสม่ำเสมอด้วย
เพราะผลตอบแทนที่ดีเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ อาจจะแค่ “ฟลุก” ก็ได้
2S : Style & Selective
S ตัวแรก คือ Style หมายถึงสไตล์การลงทุนของผู้จัดการกองทุน หรือของกองทุน
“ผู้จัดการกองทุนบางคนมีสไตล์ซื้อมาขายไป บางคนก็สไตล์ Buy and Hold (ลงทุนระยะยาว) ซึ่งไปดูได้จาก Fund Fact Sheet หรือรายงานประจำปีของกองทุนได้ ถ้าเป็นสไตล์ Buy and Hold จะเห็นว่า พอร์ตของกองทุน หรือ หุ้นที่ถืออยู่จะไม่เปลี่ยนมากนัก แต่ถ้าสไตล์ซื้อมาขายไปตัวหุ้นจะเปลี่ยนบ่อย”
แต่ไม่ว่าจะเป็นซื้อมาขายไป หรือ Buy and Hold ธนัฐ บอกว่า “ไม่มีอะไรถูกหรือผิด”
แม้ว่าสไตล์ซื้อมาขายไปอาจจะมีแนวโน้มที่กองทุนจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมซื้อขายหุ้นสูงกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องจ่ายแพงเสมอไป เพียงแต่การซื้อๆ ขายๆ บ่อยๆ อาจจะทำให้ผลตอบแทนผันผวนมากกว่าการซื้อแล้วถือยาว
สำหรับพอร์ตลงทุนของกองทุนที่ผ่านมาอาจจะเป็นข้อมูลล้าหลังสักหน่อย เพราะบางกองทุนก็เปิดเผยกันปีละครั้ง หรือ ปีละสองครั้ง แต่จากนี้ไปกองทุนจะต้องเปิดเผยพอร์ตลงทุนเป็นรายไตรมาส เพราะฉะนั้นจะทำให้เห็น “สไตล์การลงทุน” ได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ข้อมูลอีกตัวหนึ่งที่จะบอกสไตล์ของกองทุนได้ คือ อัตราการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์ในกองทุน (Turnover Ratio) โดยกองทุนที่มี Turnover Ratio สูงๆ แปลว่า มีในรอบ 1 ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงตัวหุ้น หรือสินทรัพย์ที่ลงทุนไปมาก
S ตัวที่สอง คือ Selective หมายถึงการเลือกหุ้นที่จะลงทุน
ธนัฐแบ่งหุ้นออกเป็น 2 แกนใหญ่ๆ คือ แกนหนึ่งแบ่งจาก “ขนาด” หรือมูลค่าตามราคาตลาด ได้แก่ หุ้นขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ส่วนแกนที่สองแบ่งตาม “บุคลิก” ของหุ้น ได้แก่ หุ้นเติบโต กับ หุ้นปันผล ซึ่งหาข้อมูลได้จาก “ตาราง 9 ช่อง” ของมอร์นิ่งสตาร์
“ถ้าคิดจะซื้อกองหุ้น หรือกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ให้เลือก 2 กองทุนที่มีการเลือกหุ้นต่างกัน คือ หุ้นเติบโตเพราะมีโอกาสทำกำไรได้มาก และหุ้นขนาดใหญ่ที่มีการจ่ายปันผลดี เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง” ธนัฐ แนะนำ
2F : Fee & Fund Manager
F ตัวแรก คือ Fee หรือค่าธรรมเนียม
แม้ว่าอุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทยจะได้ชื่อว่ามีค่าธรรมเนียมต่ำมาก แต่สำหรับกูรูกองทุนรวมยังคงให้ค่าธรรมเนียมเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องดูประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อกองทุน โดยค่าธรรมเนียมที่ธนัฐให้ความสำคัญ คือ ค่าธรรมเนียมทั้งหมดที่เรียกเก็บจากกองทุน
“ค่าธรรมเนียมประเภทนี้เป็นค่าธรรมเนียมรายปีที่เรียกเก็บทุกวัน ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างกันแค่เล็กน้อย เช่น ถ้าลงทุน 1 แสนบาท เป็นเวลา 1 ปี ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายจะต่างกันเป็นหลักพันเลย และยิ่งเราลงทุนเพิ่มขึ้นทุกปีและลงทุนระยะยาว อาจจะเสียค่าธรรมเนียมรวมกันเป็นแสนเลยก็ได้”
F ตัวที่สอง คือ Fund Manager หรือผู้จัดการกองทุน
เพราะเงินของเราไปอยู่ในมือของผู้จัดการกองทุน เพราะฉะนั้นต้องเลือกคนที่เราสบายใจจะให้บริหารเงิน ซึ่ง ธนัฐ บอกว่า ข้อมูลนี้ไม่ต้องติดตามใกล้ชิดเหมือนกับปัจจัยด้านอื่นๆ แต่คอยดูอยู่ห่างๆ เพราะในปัจจุบันบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ส่วนใหญ่จะใช้การบริหารงานแบบเป็นทีม
“แต่ก็อาจจะมีผลกระทบบ้าง ถ้ามีผู้จัดการกองทุนระดับหัวหน้าลาออก ซึ่งแม้จะไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่ก็ต้องติดตามดูว่า มีผลต่อการดำเนินงานของกองทุนหรือไม่”
และเมื่อรวมทั้ง 2R 2S 2F เข้าด้วยกันแล้ว ธนัฐ บอกว่า ปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ 2R ซึ่งเขาให้น้ำหนักมากถึง 50% รองลงมาถึงจะเป็น 2S และ 2F อย่างละ 25%
“ถ้าปัจจัยอื่นๆ เปลี่ยนไปหมด แต่กองทุนยังให้ผลตอบแทนที่ดีเหมือนเดิมก็ยังไม่ต้องเปลี่ยนอะไร แต่ถ้าผลตอบแทนลดลงก็ยังให้โอกาสแก้ตัวแต่ให้เวลาไม่เกิน 3 ปี โดยคงเงินเก่าเอาไว้กองทุนเดิม แต่เงินที่จะลงทุนใหม่อาจจะต้องเปลี่ยนกองทุน แต่ถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องย้ายเงินไปลงทุนกองทุนอื่น” ธนัฐ แนะนำ
แต่ไม่ว่าจะเลือกลงทุนกับกองทุนไหน ธนัฐ บอกว่า ขอให้ลงทุนแล้วสบายใจ และแม้ว่าเราจะเลือกอย่างดีที่สุดแล้วแต่สำหรับการลงทุน “ไม่มีกองทุนที่ดีที่สุดตลอดเวลา”







