
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสร้างภูมิคุ้มกันวิกฤตเศรษฐกิจโลก
.....นคร สังขรัตน์
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระอัจฉริยะภาพเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันวิกฤตเศรษฐกิจโลก
เป็นที่ยอมรับกันว่า วิกฤตเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับระบบเศรษฐกิจอย่างแยกกันไม่ออก จากการศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ จะพบว่ามีวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นทุกๆ 1015 ปี และนอกจากนี้ทุกๆ 5060 ปี จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ตามการศึกษาของ Kondatrief โดยตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ปี 1930 จากนั้นได้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจตามมา ตั้งแต่วิกฤตหนี้สาธารณะของโลกช่วง 19811985 วิกฤตหนี้สินภาคการเงินของเอเชียปี 1997 วิกฤตหนี้สินภาคครัวเรือนของเกาหลีใต้ปี 1998 วิกฤตฟองสบู่ดอตคอมปี 2000 วิกฤตซับไพรม์ปี 2007 และวิกฤตหนี้สินภาครัฐของยูโรโซนปี 2010
เป็นที่น่าสังเกตว่าต้นเหตุของวิกฤตต่างๆ เหล่านี้ล้วนเกิดจากการมีหนี้สินที่เกินกว่าความสามารถในการบริหาร ไม่ว่าจะมาจากภาคครัวเรือน ภาคเอกชน หรือแม้แต่ภาครัฐ
วิกฤตต้มยำกุ้งของไทยมีรากเหง้าของปัญหามาจาก
“ความไม่พอเพียงของภาคเอกชน” จนนำไปสู่การเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์ มีการกู้หนี้ต่างประเทศระยะสั้นเพื่อเอามาลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว โดยมูลค่าหนี้ต่างประเทศของไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 28,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 34% ของ GDP ในปี 2533 เป็น 94,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นถึง 51% ของ GDP ในปี 2539 โดยกว่าร้อยละ 98 ของเงินทุนสุทธิเป็นยอดหนี้ของเอกชน จนเกิดฟองสบู่แตก และนำมาซึ่งความเสียหายทางเศรษฐกิจกระทบเป็นโดมิโนในเอเชียวิกฤตหนี้ครัวเรือนของเกาหลีใต้ มีรากเหง้าของปัญหาจาก
“ความไม่พอเพียงของภาคครัวเรือน” จากนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายอุปโภคบริโภคเพื่อแก้ปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจในปี 2540 โดยเฉพาะมาตรการส่งเสริมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ส่งผลให้ธุรกิจบัตรเครดิตของเกาหลีใต้เฟื่องฟูอย่างมาก ปริมาณบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นจาก 39 ล้านใบในปี 2542 เป็น 104.8 ล้านใบในปี 2545 ระดับหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 40.4 ของ GDP ในปี 2542 เป็นร้อยละ 64.2 ของ GDP ในปี 2546 จนนำไปสู่วิกฤตหนี้สินครัวเรือนในปี 2546วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่มีสหรัฐเป็นศูนย์กลาง มีรากเหง้าของปัญหาจาก
“ความไม่พอเพียงของสถาบันการเงิน” จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลังเหตุการณ์ 9/11 ภาคอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวอย่างมาก เพราะคนกู้เงินผ่อนบ้านกันได้ง่ายดาย จนเกิดการเก็งกำไรเป็นฟองสบู่ราคาบ้าน จนในที่สุดฟองสบู่แตก จนสร้างความเสียหายไปทั่วโลกมูลค่านับล้านล้านเหรียญสหรัฐวิกฤตยูโรโซนที่เกิดจาก
“ความไม่พอเพียงของภาครัฐ” เริ่มต้นจากกรีซซึ่งมีหนี้สาธารณะสูงถึง 4.34 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 127% ของ GDP และคาดว่าภายใน 3 ปีจะมีหนี้สาธารณะพุ่งสูงถึง 150% ของ GDP และต่อมาได้ลุกลามขยายตัวไปยังไอร์แลนด์ สเปน โปรตุเกส อิตาลี และฮังการี โดยพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินเกินตัวของกรีซมีสาเหตุมาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ รวมไปถึงนโยบายประชานิยมอย่างไรก็ตาม หากจะย้อนไปถึงรากของปัญหาน่าจะเริ่มต้นมาตั้งแต่ข้อสงสัยเกี่ยวกับ Goldman Sachs วาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ที่มีส่วนในการปกปิดตัวเลขการขาดดุลงบประมาณและตัวเลขหนี้สาธารณะที่แท้จริง เพื่อช่วยเหลือให้กรีซผ่านเงื่อนไขการเข้าเป็นสมาชิกของอียูได้
จะเห็นว่ารากเหง้าของทุกวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมิได้เกิดจาก
“หนี้สิน” แต่ล้วนเกิดจาก “ความไม่พอเพียง” ของภาคครัวเรือนบ้าง ภาคเอกชนบ้าง หรือแม้แต่ภาครัฐก็ยังมีให้เห็น และกล่าวได้ว่าแนวทางแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเหล่านี้ คือ การสร้างความพอเพียงนั่นเอง กล่าวคือ การน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัสแก่ชาวไทยนับตั้งแต่ปี 1974แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าประเทศไทยเพิ่งจะมีการน้อมนำมาปฏิบัติใช้ในช่วงหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 1997 นี่เอง โดยหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงประกอบด้วยคุณลักษณะ 3 ประการ คือ ความพอประมาณ หมายถึง การบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้ และไกล โดยอยู่ภายใต้ 2 เงื่อนไข คือ เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน และเงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรมและมีความซื่อสัตย์สุจริต
ดังนั้น จะเห็นว่าหากประเทศไทยและนานาประเทศเข้าใจแนวคิด ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงดีแล้วและนำมาปฏิบัติใช้อย่างจริงจัง ก็เชื่อว่าเรือเศรษฐกิจน้อยใหญ่ในน่านน้ำโลกาภิวัตน์น่าจะรอดพ้นจากการถูกโจมตีด้วยคลื่นวิกฤตเศรษฐกิจที่พร้อมจะถาโถมเข้ามาอย่างเป็นปกติ







