
นวัตกรรม
ช่วงนี้หลายคนพูดถึงความสำคัญของ “นวัตกรรม” ที่เป็นเหมือนแสงแห่งความหวังใหม่ของเศรษฐกิจไทย หากจะหลุดพ้นกับดักเศรษฐกิจประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงขึ้นด้วยนวัตกรรม
ช่วงนี้หลายคนพูดถึงความสำคัญของ “นวัตกรรม” ที่เป็นเหมือนแสงแห่งความหวังใหม่ของเศรษฐกิจไทย หากจะหลุดพ้นกับดักเศรษฐกิจประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงขึ้นด้วยนวัตกรรม
เครื่องมือที่จะนำไปสู่เป้าหมายประเทศนวัตกรรมได้ ก็ต้องให้ความสำคัญกับการวิจัย ซึ่งรัฐบาลภายใต้คณะกรรมการที่ปรึกษาการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศ ได้มีเป้าหมายผลักดันการใช้งบวิจัยของประเทศไทยให้ได้ 1% ของจีดีพี หรือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ในปี 2559 จากปัจจุบันมีสัดส่วน 0.37%
ทั้งนี้ จะสนับสนุนงานวิจัยของภาคเอกชนเป็นหลักคิดเป็นสัดส่วน 70% ขณะที่รัฐจะมีสัดส่วน 30% เพราะการต่อยอดงานวิจัยในส่วนของภาคเอกชน จะก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในทางเศรษฐกิจสูง นำงานวิจัยที่เคยอยู่บนหิ้งมาสู่ห้าง เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโต
ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลชุดนี้ได้ออกมาตรการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่จะผลักดันการใช้งานวิจัยไปสู่เป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการลดหย่อนภาษีงบวิจัยจาก 2 เท่า เป็น 3 เท่า ยกเว้นภาษีเงินบริจาคเข้ากองทุนที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม
สำหรับมาตรการกระตุ้นการสร้างนวัตกรรมในส่วนของภาครัฐ ให้สามารถจัดซื้อจัดจ้างสินค้านวัตกรรมในประเทศที่มีราคาเกิน 1 แสนบาท ได้โดยตรงผ่านวิธีพิเศษ เป็นต้น
ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอมุ่งให้สิทธิประโยชน์แก่อุตสาหกรรมที่มีนวัตกรรมและใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ที่ยกเว้นและลดหย่อนภาษีกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากขึ้น ควบคู่ไปกับการยกเว้นภาษีเครื่องจักรและวัตถุดิบต่างๆ ที่เป็นการลงทุนต้นน้ำ
ที่ผ่านมาหลายประเทศได้พลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศได้ด้วยการใช้นวัตกรรม อาทิ เกาหลีใต้ สมัยประธานาธิบดี ปักชุงฮี ที่สนใจและใช้นวัตกรรมในการพลิกจากประเทศยากจนมาสู่ประเทศพัฒนา หรือสมัยประธานาธิบดี ฟิเดล คาสโตร ของคิวบา ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีไบโอดีเซล เป็นต้น
สำหรับประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมเช่นเดียวกัน มีทั้งคิดค้นสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง หรือแบบก๊อบปี้ก็มี เพราะการคิดค้นนวัตกรรมเกิดจากการใช้งานวิจัยต่างๆ
มีอยู่ทั่วโลก แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราแตกต่าง คือ ความคิดสร้างสรรค์และการปรับใช้นวัตกรรมให้สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าที่เรามี
ดังนั้น หากภาครัฐและเอกชนต้องการพัฒนาศักยภาพในเชิงนวัตกรรม อย่าลืมพัฒนาในเชิงความคิดสร้างสรรค์ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เกิดผลดีต่อผลิตภัณฑ์และบริการอย่างแท้จริง และมีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน







