
KCE ยังไว้ใจได้
.....จิตรา อมรธรรม
ราคาหุ้น KCE ที่ปรับลงมาเมื่อเร็วๆ นี้ จากประมาณ 7.40 บาท จนลงมาต่ำสุดของรอบนี้ที่ 6.55 บาท หรือลดลง 11.5% เป็นเพราะในช่วงดังกล่าวมีบทวิเคราะห์หลายฉบับที่เขียนถึงผลประกอบการในไตรมาส 2 นี้ โดยคาดว่าจะอ่อนตัวลงจากไตรมาสแรก อันเนื่องมาจากปัญหาในสายการผลิต ซึ่งผิดไปจากที่ผู้บริหารเคยพูดก่อนหน้านี้ว่า ไตรมาส 2 มีแนวโน้มว่าจะดีกว่าไตรมาสแรกที่ดีมากอยู่แล้ว
ข่าวสารดังกล่าวนอกจากจะสร้างความผิดหวังให้นักวิเคราะห์แล้ว ยังตอกย้ำความกังวลของนักลงทุนที่รู้จักหุ้น KCE ดีว่าในอดีตกำไรผันผวนมากเพียงใด ซึ่งความผันผวนดังกล่าวมีเหตุผลมาจากความไม่มีเสถียรภาพในการควบคุมต้นทุนการผลิต ประกอบกับราคาหุ้น KCE เองก็ปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจากระดับต่ำสุด 0.74 บาท ในช่วงต้นเดือน มี.ค. ปี 2552 มาพักตัวอยู่ที่บริเวณ 4 บาท เป็นเวลา 1 เดือนครึ่งในช่วงปลายปีที่ผ่านมา หลังจากนั้นก็วิ่งขึ้นมาจนทำจุดสูงสุดที่ 7.70 บาท เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2553 ก่อนจะเริ่มมีแรงขายทำกำไร และตามมาด้วยข่าวที่ทำให้ตลาดต้องประหลาดใจดังกล่าว
สำหรับกำไรในไตรมาส 2 ของปีนี้ที่จะประกาศประมาณต้นเดือน ส.ค.นั้น นักวิเคราะห์ของ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมินว่าจะลดลงจากไตรมาสแรกประมาณ 2530% เหลือ 126–135 ล้านบาท จากไตรมาสแรกที่มีกำไร 181 ล้านบาท (สูงกว่าปีที่แล้วทั้งปีที่มีกำไร 172 ล้านบาท) เหตุผลหลักคือเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตในโรงงานที่อยุธยาซึ่งมีปัญหามาตั้งแต่ต้นไตรมาส 2 ยังคงเป็นปัญหาอยู่ (จากการผลิตเต็มกำลังต่อเนื่องมาเป็นเวลานานและไม่ได้มีการซ่อมบำรุงอย่างเต็มที่) ทำให้ไม่สามารถผลิตได้เต็มที่ ขณะเดียวกันก็ยังมีปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบอย่างเช่นไฟเบอร์กลาสและลามิเนต (ยอดขายผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปีก่อนถึงต้นปีนี้ ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ปิดตัวไปค่อนข้างมากในช่วงวิกฤตการเงินโลก กลับมาผลิตไม่ทัน ซึ่งเป็นปัญหาไปทั้งอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรก) ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตในไตรมาสนี้สูงขึ้น โดยนักวิเคราะห์ของเราได้คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสนี้จะลดลงมาอยู่ที่ 2022% จากไตรมาสแรกที่มีอัตรา 24.4%
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันปัญหาของเครื่องจักรและการขาดแคลนวัตถุดิบมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเป็นลำดับ โดยผู้บริหารคาดว่าจะสามารถแก้ไขได้เรียบร้อยพร้อมกลับมาเดินเครื่องอย่างเต็มประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นไตรมาส 3 เป็นต้นไป ส่วนปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบนั้น KCE มีโรงงานที่ผลิตไฟเบอร์กลาสและลามิเนตเป็นของตนเองอยู่แล้ว จึงได้รับผลกระทบน้อยกว่าโรงงานอื่น และปัจจุบันสถานการณ์เริ่มดีขึ้น ขณะที่ในส่วนของยอดขาย ไม่ใช่สิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะบริษัทได้รับคำสั่งซื้อล่วงหน้ามาเกือบเต็มปีแล้ว
สิ่งที่นักลงทุนกังวลต่อไปคือผลกระทบจากวิกฤตการณ์หนี้สินในยุโรปที่ทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าและเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า เพราะ KCE มีสัดส่วนลูกค้าในยุโรปสูงถึง 60% ของยอดขาย สูงที่สุดในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ รองลงมาคือ DELTA มีลูกค้าในยุโรปประมาณ 3035% ของยอดขายทั้งหมด บริษัทที่มีลูกค้าในยุโรปน้อยที่สุดคือ CCET มีประมาณ 1011% ของยอดขาย สำหรับ SVI ถ้าไม่นับกลุ่มสแกนดิเนเวียที่เป็นลูกค้าหลักซึ่งมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งแล้ว ลูกค้าที่เป็นยุโรปชาติอื่นๆ มีเพียง 4% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เราเห็นว่าประเด็นนี้ไม่ใช่ประเด็นที่น่ากังวล เพราะแม้ว่า KCE จะส่งออกไปยุโรปแต่รายรับส่วนใหญ่เป็นเงินเหรียญสหรัฐ หากจะดูรายรับทั้งหมด เป็นสกุลเงินยูโรประมาณ2530% ที่เหลือเป็นเงินเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ บริษัทมีนโยบายในการทำประกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนไว้บางส่วน และอีกบางส่วนก็ปิดความเสี่ยงไปโดยธรรมชาติ เพราะบริษัทต้องจ่ายค่าวัตถุดิบเป็นเงินสกุลเหรียญสหรัฐเช่นกัน
สำหรับกำไรทั้งปี 2553 นี้ นักวิเคราะห์ของเราได้คาดการณ์ว่าจะมีจำนวน 583 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า จากปีก่อนที่มีกำไร 172 ล้านบาท และหากกำไรในไตรมาส 2 เป็นไปตามที่เราคาด กำไรในครึ่งปีแรกจะคิดเป็น 5354% ของกำไรที่เราคาดไว้ทั้งปี ซึ่งน่าจะมีความเป็นไปได้สูงเพราะกำไรในครึ่งปีหลังน่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก
บล.ฟินันเซีย ไซรัส จึงยังคงประเมินราคาเป้าหมายของ KCE ไว้ที่ 10 บาท อิงจาก P/E 8 เท่า ราคาหุ้นล่าสุด 7.00 บาท ขยับขึ้นมา 6% จากที่ปรับฐานลงไปที่ 6.60 บาท คิดเป็น P/E 5.6 เท่า ต่ำที่สุดในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ จึงถือว่าราคาหุ้นที่ปรับลงไปได้สะท้อนข่าวร้ายไปแล้ว เรายังคงแนะนำซื้อเช่นเดิม







