
เสนาฯเจาะตลาดบนลดเสี่ยงกู้ไม่ผ่าน
หนี้ครัวเรือนจุกอก เสนาฯ เร่งขยายฐานลูกค้าระดับบนเพิ่มเป็น 20% หวังลดความเสี่ยงลูกค้ากู้ไม่ผ่าน
หนี้ครัวเรือนจุกอก เสนาฯ เร่งขยายฐานลูกค้าระดับบนเพิ่มเป็น 20% หวังลดความเสี่ยงลูกค้ากู้ไม่ผ่าน
น.ส.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการบริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทจะขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดระดับบนมากขึ้น โดยจะมีสัดส่วนลูกค้ากลุ่มนี้เพิ่มเป็น 20% จากปีที่ผ่านมามีสัดส่วนอยู่ที่เพียง 5% เท่านั้น เพื่อกระจายความเสี่ยง หลังจากที่กลุ่มลูกค้าระดับกลาง ซึ่งแม้ว่าจะเป็นฐานตลาดใหญ่ แต่เป็นกลุ่มที่ยังมีปัญหาเรื่องภาวะหนี้ครัวเรือนสูง ซึ่งประเด็นนี้จะยังเป็นปัจจัยลบใหญ่ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้
“วิเคราะห์จากสถิติการปฏิเสธสินเชื่อลูกค้าเสนาฯ ในปีที่ผ่านมามีสัดส่วนสูงถึง 23.7% โดยกลุ่มคอนโดมิเนียมราคาล้านต้นๆ มีสัดส่วนการปฏิเสธสินเชื่อมากที่สุด ซึ่งสูงกว่าเมื่อปี 2556 ที่มีสัดส่วนประมาณ 15-16% มาก จึงมองว่าปีนี้ปัญหาเรื่องภาวะหนี้ครัวเรือน และการปฏิเสธสินเชื่อยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการซื้อที่อยู่อาศัย” น.ส.เกษรา กล่าว
สำหรับแผนที่จะขยายฐานลูกค้าระดับบน บริษัทเตรียมบุกตลาดคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ ระดับราคาประมาณ 1 แสนบาท/ตารางเมตร (ตร.ม.) เป็นครั้งแรกในย่านเพชรบุรี ภายใต้แบรนด์ใหม่ “เดอะ นิช ไพรด์” (The Niche Pride) ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมความสูง 30 ชั้น จำนวนห้องชุดประมาณ 700 ยูนิต ห่างจากรถไฟใต้ดินเพชรบุรีประมาณ 800 เมตร ส่วนบ้านเดี่ยว หลังจากปีที่แล้วส่งโครงการบ้านระดับราคา 7-12 ล้านบาทลงตลาดแล้ว ปีนี้เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่บ้านเดี่ยวระดับราคาไม่น้อยกว่า 5-6 ล้านบาทต่อเนื่อง
ขณะที่แนวทางในการแก้ปัญหาเรื่องการปฏิเสธสินเชื่อ อาจเป็นเรื่องยากในการควบคุม เพราะแบงก์ก็มีความเข้มในการอนุมัติสินเชื่อ แต่จะปรับตัวมากขึ้น โดยพยายามจัดงานไฟแนนซ์เดย์ เชิญลูกค้ามาพบกับแบงก์ล่วงหน้า 6 เดือน ก่อนตึกก่อสร้างเสร็จ ซึ่งแม้ว่าจะยังไม่ใช่วงที่จะสามารถอนุมัติวงเงินสินเชื่อได้ แต่สามารถเช็กภาพรวมความพร้อมของลูกค้าที่จองไปแล้วได้
ด้านแผนลงทุนในปีนี้ เตรียมเม็ดเงิน 1,000 ล้านบาทในการซื้อที่ดิน ส่วนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปีนี้มีด้วยกัน 11 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น โครงการแนวราบ 6 โครงการ และคอนโดมิเนียม 5 โครงการ โดยตั้งเป้ายอดขายปีนี้ไว้ที่ 4,500 ล้านบาท และรายได้ในปีนี้ไว้ที่ 3,000 ล้านบาท ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งมาจากโครงการจำหน่ายไฟฟ้าของโครงการโซลาร์รูฟท็อป 750 กิโลวัตต์
ทั้งนี้ แนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2558 คาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวหลังจากสถานการณ์การเมืองในประเทศเริ่มคลี่คลาย และรัฐบาลเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องผ่านการลงทุนในเมกะโปรเจกต์ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะปรับตัวลดลง และแนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง แต่อย่างที่กล่าวแล้วว่าหนี้ครัวเรือนยังเป็นปัจจัยลบที่น่าเป็นห่วง







