
11 แบงก์ฟาดกำไรทั้งหมด 206,915 ล้าน
แบงก์ทั้งระบบมีกำไรรวม 206,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.53% ส่วนใหญ่ยังโตได้ สวนเศรษฐกิจแย่
แบงก์ทั้งระบบมีกำไรรวม 206,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.53% ส่วนใหญ่ยังโตได้ สวนเศรษฐกิจแย่
ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ รวม 11 แห่ง มีกำไรรวมทั้งสิ้น 206,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,061 ล้านบาท คิดเป็น 3.53% เปรียบเทียบกับกำไรสุทธิ 199,854 ล้านบาทในปี 2556 นับว่าขยายตัวสูงกว่าเศรษฐกิจรวม ธนาคารส่วนใหญ่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น ยกเว้นบริษัท ทุนธนชาต (TCAP) ที่มีกำไรสุทธิลดลงมากที่สุด 44.53% เหลือเพียง 5,120 ล้านบาท ตามด้วย ธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) มีกำไรสุทธิ 2,636 ล้านบาท ลดลง 40.33% ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) เหลือกำไรสุทธิ 988 ล้านบาท ลดลง 33.69% และธนาคารกรุงไทย (KTB) มีกำไรสุทธิ 33,195 ล้านบาท ลดลง 3.87%
ขณะเดียวกัน ธนาคารทหารไทย (TMB) มีกำไรสุทธิเติบโตมากที่สุดถึง 66.25% ทำได้จำนวน 9,538 ล้านบาท ส่วนธนาคารขนาดใหญ่ อาทิ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) มีกำไรสุทธิ 36,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 1.18% ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เติบโต 6.17% โดยมีกำไรสุทธิ 53,334 ล้านบาท ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กำไรสุทธิ 46,153 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.68% และธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) มีกำไรสุทธิ 14,169 ล้านบาท โตขึ้น 19.42%
สาเหตุที่ธนาคารกรุงเทพมีกำไรเพิ่มขึ้นไม่มากนัก เนื่องมาจากเศรษฐกิจไทยในปี 2557 มีการฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ไตรมาส 4 มีกำไรสุทธิ 8,763 ล้านบาท ลดลง 8.5% จากไตรมาส 3 แต่เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เพิ่มขึ้น 14% มาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 5.6% รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 6.4% โดย ให้สินเชื่อเพิ่มขึ้นเพียง 1.7% จากปี 2556
“ไตรมาส 4 สินเชื่อเติบโต 2.3% จากไตรมาส 3 ซึ่งเป็นการเติบโตสูงสุดใน 4 ไตรมาส มาจากลูกค้าทุกกลุ่ม และสิ้นปี มีสินเชื่อด้อยคุณภาพ จำนวน 45,046 ล้านบาท ลดลง 1,072 ล้านบาท หรือสัดส่วน 2.1% จากสิ้นเดือน ก.ย. ที่ 2.3%
ธนาคารกรุงไทย (KTB) ชี้แจงเหตุของกำไรที่ลดลงในปี 2557 เนื่องจากตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นมา ได้ปรับนโยบายการกันเงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เพิ่มจากเดือนละ 500 ล้านบาท เป็น 700 ล้านบาท เพื่อให้มีเงินสำรองหนี้สูญที่เหมาะสมกับสินเชื่อ ทำให้ธนาคารตั้งสำรองปกติ 7,800 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นบางส่วน ส่งผลให้ทั้งปีธนาคารตั้งสำรองรวม 13,658 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.94%
ทางด้านธุรกิจลีสซิ่ง เป็นหุ้นที่นักลงทุนให้ความสนใจสูงมากจนราคาขยับขึ้นแรงกว่าตลาด เช่น บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) นายบุญยง ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ ให้เหตุผลว่า น่าจะมีสาเหตุจากนักลงทุนเห็นโอกาสจากรูปแบบของธุรกิจที่จำหน่ายสินค้าครัวเรือนและสินค้าเพื่อการพาณิชย์ อีกทั้งยังมีฐานข้อมูลลูกค้าจำนวนมากกว่าจึงมีโอกาสที่จะต่อยอดไปสู่ธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ได้
“ตั้งแต่ปี 2557 มาจนถึงปัจจุบันลีสซิ่งต่างชาติในอาเซียน 4-5 รายเข้ามาเจรจาเป็นพันธมิตรขอถือหุ้น SINGER ทั้งแบบพีพีและบิ๊กล็อตจากผู้ถือหุ้นใหญ่
เช่นเดียวกับบริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 (SAWAD) เตรียมจะยื่นขอใบอนุญาตทำธุรกิจนาโนไฟแนนซ์







