posttoday
ธปท.ยืนยันดอกรายย่อยต้องที่28%

ธปท.ยืนยันดอกรายย่อยต้องที่28%

15 มิถุนายน 2553

 

 

 

โพสต์ทูเดย์ — ธปท.ยืนยัน ดอกเบี้ยเงินกู้รายย่อยของสถาบันการเงินไทย 28% อยู่ในระดับเหมาะสม ใกล้เคียงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการสายเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การกำหนดกรอบเพดานอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในรูปแบบต่างๆ ของ ธปท. ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น ดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ 20% ดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกัน 28% ฯลฯ อยู่ในระดับที่เหมาะสม

ทั้งนี้ ก่อนการกำหนดอัตราดอกเบี้ยออกใช้ ธปท.ได้ศึกษาและเปรียบเทียบระดับอัตราดอกเบี้ย ที่จะคิดเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ในระดับสากล หรือเทียบกับประเทศในภูมิภาคก็ถือว่าไม่สูงเกินไป

“กระบวนการทำงานกำหนดดอกเบี้ยของ ธปท. ก่อนที่จะทำเราจะดูความเหมาะสมเทียบกับต่างประเทศ เทียบกับอยู่แล้ว ฉะนั้นอัตราในปัจจุบันเราจึงคิดว่าเหมาะสม ถ้าไม่เหมาะสมเราคงไม่กำหนด ส่วนดอกเบี้ยบัตรเครดิตผมก็ยืนยันได้เราไม่ได้สูงที่สุดในโลก ออกจะอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำที่สุดในโลกด้วยซ้ำ แต่เอาไปเทียบกับประเทศสหรัฐฯ และญี่ปุ่น เพราะประเทศเหล่านี้มาตรฐานมีการเก็บประวัติก่อนมีบัตรที่ดีมาก แต่ถ้าเทียบกับประเทศในภูมิภาคนี้เราถือว่าคิดดอกเบี้ยต่ำ อยู่ในมารฐานที่ดีพอใช้แน่นอน” นายเกริกกล่าว

ในภาวะนี้แม้ว่าสภาบันการเงินไทยจะไม่มีปัญหา มีฐานะเงินกองทุนที่มั่นคง แต่แนวคิดการมีหน่วยงานหรือองค์กรสักแห่ง ที่มาทำหน้าที่คล้ายๆกับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน(กองทุนฟื้นฟูฯ) ก็ควรจะมีไว้ เพื่อดูแลความเสี่ยงของสถาบันการเงิน เพราะเราจำกัดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไม่ได้

“ทุกวันนี้สถาบันการเงินไทยไม่ได้มีปัญหา ฐานะก็ดีพอสมควร แต่การมีองค์กรไว้ดูแลความเสี่ยงเหมือนที่เราเคยมีกองทุนฟื้นฟูฯก็เป็นเรื่องที่สมควร อย่างไรก็ตามในส่วนของปัญหามูลหนี้ที่ว่าจะมีการฟ้องล้มละลายสูงถึง 34 ล้านล้านบาท ซึ่งตรงนี้อาจจะกระทบฐานะของธนาคารนั้น ก็ไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะดูจากยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)ทั้งระบบสถาบันการเงินในปัจจุบันก็มีเพียง 4% กว่าๆ หรือวงเงินประมาณ 4 แสนกว่าล้านบาทเท่านั้น ถึงจะมีการฟ้องร้องดำเนินการตามกระบวนการศาลบ้างก็น่าจะมีประมาณ 7080% ไม่น่าจะสูงถึง 34 ล้านบาทแน่นอน ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อสถาบันการเงินธนาคารพาณิชย์ไทย” นายเกริกกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ลูกหนี้ได้รับการทวงหนี้ที่ไม่เป็นธรรมในการฟ้องร้องหนี้ โดยปล่อยให้ดอกเบี้ยและวงเงินหนี้เพิ่มขึ้นค่อยดำเนินการฟ้องศาลนั้น เรื่องนี้ลูกหนี้สามารถยื่นขอความเป็นธรรมต่อศาลได้ตามกระบวนการทางกฎหมาย เพราะศาลน่าจะพิจารณาให้ความเป็นธรรมได้อยู่แล้ว แต่ในการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อลูกหนี้ แนวทางการแก้ไขปัญหาอาจจะต้องใช้เวลาบ้าง เพราะที่สุดลูกหนี้และสถาบันการเงินต้องมีกระบวนการเรียนรู้และค่อยๆ เปลี่ยนแปลง คงไม่สามารถปฏิวัติหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาได้ทันที

ก่อนหน้านี้ชมรมลูกหนี้รายย่อยได้รวมตัวเรียกร้องอีกครั้ง ขอให้ ธปท. แก้ไขให้การคิดดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อยสูงสุดของสถาบันการเงินลดลงเหลือ 15% ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน