
กรุงไทย...พร้อมลุยเออีซี บุกพื้นที่ ‘ลุ่มน้ำโขง’
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
หลังจากที่ธนาคารพาณิชย์ไทยต่างปรับตัวกันขนานใหญ่ รองรับธุรกิจไทยที่ขยับขยายไปต่างประเทศ และนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามา ในยุคการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) “ธนาคารกรุงไทย” นับเป็นอีกธนาคารหนึ่งที่เร่งปรับตัวรับเศรษฐกิจไร้พรมแดน โดยเน้นกลยุทธ์หาพันธมิตรลุยธุรกิจต่างประเทศ
กิตติยา โตธนะเกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสายงานบริหารการเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์ธุรกิจต่างประเทศของธนาคารเน้นประเทศแถบลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส) ได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีนตอนใต้ ที่มีการเชื่อมโยงคมนาคมขนส่ง และมีการค้าระหว่างกันเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง โดยการส่งออกไทยไปกลุ่มอาเซียนบวกจีนรวมกันมีสัดส่วนสูงกว่า 40% ขณะที่การค้าชายแดนไทยกับกลุ่มประเทศดังกล่าวโดยไม่รวมจีน(ซีแอลเอ็มวี) เติบโตเป็นเลข 2 หลักทุกปี
ธนาคารจึงมีแผนขยายธุรกิจต่างประเทศภายใต้ 3 กลยุทธ์หลัก คือ ธุรกิจชำระเงิน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละประเทศ และการหาพันธมิตรท้องถิ่นในการสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ
ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทยมีสาขาคุนหมิงรองรับการทำธุรกิจในพื้นที่จีนตอนใต้ครอบคลุมมณฑลยูนนาน โดยมีธนาคารฟู่เตียน หรือธนาคารใหญ่สุดในพื้นที่ซึ่งมีรัฐบาลจีนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ร่วมเป็นพันธมิตรด้วย ปัจจุบันเน้นการทำธุรกิจซื้อขายธนบัตรเงินบาทและเงินหยวน ซึ่งมีปริมาณการแลกเปลี่ยนธนบัตรเฉลี่ยเดือนละ 30-40 ล้านบาท รวมทั้งบริการชำระเงินระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ธนาคารอยู่ระหว่างการเจรจาเป็นพันธมิตรสถาบันการเงินจีนขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งในยูนนาน เพื่อขยายการบริการทางการเงินที่หลากหลาย สนับสนุนลูกค้าธุรกิจไทย-จีน อาทิ นวัตกรรมการชำระเงิน การออกหนังสือค้ำประกันรองรับการค้าระหว่างประเทศ และการปล่อยสินเชื่อร่วมกันให้ธุรกิจขนาดใหญ่ รวมถึงขยายโอกาสให้ธนาคารเข้าไปมีส่วนร่วมในการให้สินเชื่อร่วม (ซินดิเคทโลน) ในโครงการลงทุนของรัฐบาลจีน ที่มีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่จีนตอนใต้ ตามแผนการเชื่อมโยงกลุ่มประเทศจีเอ็มเอส
“คุนหมิงถือเป็นศูนย์กลางการเงินในมณฑลยูนนาน สาขาคุนหมิงของเราจะเกาะไปกับธนาคารท้องถิ่นจีน ซึ่งจะทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มาให้บริการแก่ลูกค้า ทั้งลูกค้าจีนมาไทย และลูกค้าไทยไปจีน และเร็วๆ นี้ จีนจะต้องการเงินทุนเยอะมาก เพราะรัฐบาลจีนอยากพัฒนาสาธารณูปโภคในจีนตอนใต้ เราน่าจะเข้าไปร่วมด้วยผ่านพันธมิตรของเรา นอกจากนี้ธุรกิจจากจีนตอนใต้ผ่านสาขาคุนหมิงจะสามารถเชื่อมโยงมายังกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีด้วย” กิตติยา กล่าว
สำหรับธุรกิจในลาว กรุงไทยมีสาขาเวียงจันทน์และมีพันธมิตรธนาคารท้องถิ่น คือ ธนาคารการค้าต่างประเทศลาว (บีซีอีแอล) ซึ่งมีความร่วมมือด้านการชำระเงินและการติดตามหนี้ นอกจากนี้ยังขยายธุรกิจบริษัท บัตรกรุงไทย (เคทีซี) โดยอาศัยช่องทางสาขาชายแดนไทย-ลาวของธนาคาร นำเสนอให้แก่ลูกค้าบุคคลสัญชาติลาวที่เดินทางมาไทยบ่อยครั้ง ขณะที่ลูกค้าธุรกิจจะเน้นอุตสาหกรรมพลังงาน ธุรกิจก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง ซึ่งได้ประโยชน์จากโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน
สำหรับในเวียดนามนั้น มีแผนหาพันธมิตรธนาคารท้องถิ่นอยู่เช่นกัน แต่ถึงแม้จะไม่มีเครือข่ายสาขาก็ยังเชื่อว่าสำนักงานใหญ่จะสนับสนุนทางการเงินให้ลูกค้าไทยที่ต้องการไปลงทุนหรือขยายธุรกิจในเวียดนามได้ ที่ผ่านมาได้ยื่นขอใบอนุญาตเปิดสาขาแล้วแต่ยังไม่ได้รับอนุมัติ เนื่องจากเวียดนามต้องการให้ธนาคารต่างชาติลงทุนในลักษณะร่วมทุนกับธนาคารท้องถิ่นเป็นหลัก
ขณะที่ในกัมพูชายังไม่มีแผนเพิ่มสาขาอีก จากปัจจุบันมีสาขากรุงพนมเปญ และสาขาย่อยที่เสียมราฐ แต่จะรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับธนาคารเอซีลีดา ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของกัมพูชาอีกครั้ง หลังจากเคยลงนามความร่วมมือเป็นพันธมิตรกัน แต่เกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ขณะนี้กำลังเข้าสู่เออีซี เป็นโอกาสที่ทั้งสองธนาคารจะกลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง
กิตติยา กล่าวด้วยว่า ในพม่า ธนาคารทำธุรกิจ
ภายใต้สำนักงานตัวแทนร่วมกับพันธมิตรธนาคารท้องถิ่น 6 แห่ง โดยเฉพาะธนาคารกันบอว์ซา (KBZ) ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของพม่า ความร่วมมือจะเน้นธุรกิจการชำระเงินเป็นหลัก โดยเฉพาะการโอนเงินของแรงงานพม่าที่ทำงานในไทยกลับภูมิลำเนา สำหรับแนวโน้มการให้ใบอนุญาตธนาคารต่างชาติเพื่อเปิดสาขาในประเทศพม่าในรอบต่อไปนั้น ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน แต่กรุงไทยยังคงให้ความสนใจที่จะยกระดับเป็นสาขาเพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจในประเทศพม่า
“การเปิดเออีซีจะเพิ่มโอกาสธุรกิจของธนาคารในภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจเงินโอนระหว่างไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เราจึงมีแผนจะพัฒนาระบบชำระเงินให้ครอบคลุมทุกประเทศ ซึ่งจะช่วยพัฒนาระบบการชำระเงินในภูมิภาคโดยรวมด้วย ส่วนผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินนั้น จะพิจารณาตามความต้องการของลูกค้าและโอกาสทางธุรกิจในแต่ละประเทศ ซึ่งจะแตกต่างกันไป ขณะที่ตลาดที่พัฒนาแล้ว เช่น สิงคโปร์และมาเลเซีย ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมอาจจะเน้นไปยังการปล่อยกู้ร่วมเป็นหลัก” กิตติยา กล่าว







