
ถอยดีกว่า
สิงคโปร์ ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งช็อปปิ้งใหญ่ของภูมิภาคอาเซียน ที่มีแบรนด์ดังทั้งของสิงคโปร์เองและแบรนด์ต่างชาติมาเปิดร้านขายของดูดเงินในกระเป๋าลูกค้ากันเป็นล่ำเป็นสัน
สิงคโปร์ ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งช็อปปิ้งใหญ่ของภูมิภาคอาเซียน ที่มีแบรนด์ดังทั้งของสิงคโปร์เองและแบรนด์ต่างชาติมาเปิดร้านขายของดูดเงินในกระเป๋าลูกค้ากันเป็นล่ำเป็นสัน
แต่ก็ใช่ว่าทุกแบรนด์จะประสบความสำเร็จกันหมด เพราะล่าสุด ลอรี่ ฟาร์ม (Lowrys Farm) แบรนด์แฟชั่นจากแดนซากุระ ที่ลงหลักปักฐานในสิงคโปร์มา 3 ปี ก็ตัดสินใจถอนตัวออกจากตลาด โดยประกาศปิดสาขา 8 แห่ง ในเดือน ก.พ.นี้
เว็บไซต์สเตรท ไทมส์ รายงานว่า อดาสเทรีย โฮลดิ้งส์ บริษัทแม่ของแบรนด์แฟชั่นรายนี้ ยังตัดสินใจปิดร้านแบรนด์ โกลบอล เวิร์ค (Global Work) อีกแห่งด้วย
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของอดาสเทรีย ระบุว่า บริษัทตัดสินใจเลิกธุรกิจในสิงคโปร์ เพราะมียอดขายไม่มากพอ เนื่องจากรสนิยมแฟชั่นและสภาพอากาศที่แตกต่างกัน
สำหรับแบรนด์ลอรี่ ฟาร์ม และโกลบอล เวิร์ค นั้นขึ้นชื่อเรื่องเสื้อผ้าลำลอง เน้นสีพาสเทล และพิมพ์ลายดอกไม้ มีกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ ผู้หญิงวัยทำงานรุ่นใหม่ ลอรี่ ฟาร์ม เริ่มเข้ามาเปิดตลาดในสิงคโปร์เมื่อเดือน มี.ค. 2555 และหลังจากนั้นประมาณ 1 ปีกว่าๆ โกลบอล เวิร์ค จึงตามมาเปิดสาขาเช่นกัน และตอนนี้ทั้งสองแบรนด์ก็กำลังโบกมือลาสิงคโปร์ด้วยโปรโมชั่นลดกระหน่ำสูงสุดถึง 50%
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บริษัทญี่ปุ่นไม่ประสบความสำเร็จในสิงคโปร์ เพราะก่อนหน้านี้มีหลายแบรนด์ต้องถอนตัวกลับถิ่นไปแล้วเหมือนกัน เช่น ฟังก์เคล แบรนด์สกินแคร์ของญี่ปุ่นที่ปิดสาขาไป 13 แห่ง เมื่อเดือน มี.ค.ปีที่แล้ว เพราะทนขาดทุนไม่ไหว ฟรังก์ฟรังก์ ที่ปิดร้านไปเมื่อเดือน เม.ย. 2557 หลังทำธุรกิจมา 2 ปี โดยไม่ได้ให้เหตุผลของการเลิกกิจการ
ก่อนหน้านั้น เมื่อปี 2546 ห้างดังอย่าง ไดมารู ก็เผชิญกับปัญหาขาดทุน หลังจากเปิดให้บริการชาวสิงคโปร์นานถึง 2 ทศวรรษ สุดท้ายจึงต้องหันกลับไปเน้นธุรกิจที่ญี่ปุ่นแทน ขณะที่ห้าง โซโก้ ที่ทำธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2529 ก็เลิกกิจการในสิงคโปร์ไปเมื่อปี 2543 เพราะบริษัทแม่ในญี่ปุ่นมีปัญหา ด้านห้าง เยาฮัน ที่เริ่มเปิดสาขาเมื่อปี 2517 ก็จำต้องปิดกิจการเมื่อปี 2541 เนื่องจากทนแบกหนี้ไม่ไหว
ซาราห์ ลิม อาจารย์ด้านค้าปลีกของสิงคโปร์ โพลีเทคนิค อธิบายว่า การล้มหายตายจากของแบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่นในสิงคโปร์ เป็นผลมาจากการแข่งขันที่รุนแรงและธุรกิจมีต้นทุนสูง ทั้งส่วนของค่าเช่าพื้นที่ และค่าจ้างพนักงาน ทำให้แม้จะขายดีเท่าไหร่ ก็อาจไม่พอทำให้ธุรกิจมีกำไรได้
“แบรนด์ต่างๆ มีกลุ่มลูกค้า คือ คนทำงานรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นตลาดที่มีแบรนด์ต่างชาติใหม่ๆ เข้ามาบุกตลาดมาก เช่น เอชแอนด์เอ็ม ซึ่งล้วนเดินเกมกลยุทธ์การขายเชิงรุกกันอย่างหนัก แถมคนสมัยนี้ยังหันไปช็อปปิ้งออนไลน์ ทำให้แบรนด์ต่างๆ ต้องแข่งกับธุรกิจออนไลน์ไปอีกทางหนึ่งด้วย”
สำหรับกรณีความล้มเหลวของลอรี่ ฟาร์ม ครั้งนี้ ซาราห์ ชี้ว่า เกิดจากการวางตำแหน่งสินค้าไม่ชัดเจน เพราะขายเสื้อผ้าแพงกว่าเอชแอนด์เอ็ม ทำให้วัยรุ่นไม่ซื้อ ส่วนคนวัยทำงานก็ต้องการเสื้อผ้าที่ดูเป็นทางการมากกว่านี้
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความพ่ายแพ้ของแบรนด์ที่มีหน้าร้าน แต่ตลาดค้าปลีกของสิงคโปร์กำลังคึกคักอย่างมากในส่วนของการซื้อขายออนไลน์ โดยข้อมูลของบริษัทวิจัยการตลาด ยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า เมื่อปีที่ผ่านมายอดการใช้จ่ายออนไลน์ในสิงคโปร์พุ่งทะลุ 1,000 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือเพิ่มขึ้น 13% เทียบกับปี 2556 โดยสินค้าขายดี ได้แก่ รองเท้า เสื้อผ้า และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
ขณะที่ยอดขายสินค้าในร้านค้าทรงๆ ตัว หรืออยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นล้านเหรียญสิงคโปร์
โละเพ่ยหยิง นักวิเคราะห์ของยูโรมอนิเตอร์ บอกว่า ผู้ค้าปลีกออนไลน์ดึงลูกค้าได้ดีกว่าร้านค้าทั่วไป เพราะขายสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละกลุ่ม แถมซื้อหาได้สะดวก อีกทั้งแนะนำสินค้าใหม่ให้ลูกค้า โดยดูจากประวัติการซื้อสินค้า และมีคูปองส่วนลดให้ขาประจำด้วย







