
UOBจับมือABAC เปิดศูนย์ศึกษาและการลงทุน
ใกล้เข้ามาทุกขณะกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะเกิดขึ้นในปลายปี 2558
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์
ใกล้เข้ามาทุกขณะกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะเกิดขึ้นในปลายปี 2558 เมื่อเวลานั้นมาถึงย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นมากมายกับธุรกิจที่มีความพร้อม เช่นกันในธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ที่มีประสบการณ์ตรงจากการเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์เมื่อปี 2555 ที่นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ธุรกิจหลักทรัพย์มีการแข่งขันอย่างรุนแรง กิจการมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่ มีการเกิดใหม่ของบริษัทหลักทรัพย์ มีการซื้อตัวและแย่งชิงเจ้าหน้าที่การตลาด (มาร์เก็ตติ้ง) และเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ด้านวาณิชธนกิจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยิ่งเมื่อมีการเปิด AEC เชื่อว่าหากบริษัทหลักทรัพย์ใดมีความพร้อมในทุกๆ ด้าน ก็จะสามารถฉกฉวยโอกาสที่จะเกิดขึ้นอย่างมหาศาลมาครอบครองได้
บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) หรือ UOBKH ตระหนักถึงโอกาสที่กำลังเกิดขึ้นและการแข่งขันในการทำธุรกิจได้เป็นอย่างดี จึงได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือ ABAC ในการจัดตั้งศูนย์ศึกษาและการลงทุน (Cyber Learning Center) ที่สนับสนุนการศึกษาด้านการลงทุน ที่ ABAC หัวหมาก เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2558
“ชัยพัชร์ นาคมณฑนาคุ้ม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร UOBKH กล่าวว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เบื้องต้นแบ่งกิจกรรมเป็น 4 ระดับ คือ 1.การจัดสัมมนาเกี่ยวกับเทรดออนไลน์ สอนพื้นฐานด้านการใช้ออนไลน์ในการซื้อขายทั้งในหุ้นและสินค้าอนุพันธ์ (TFEX) 2.สัมมนาเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคและพื้นฐานของหุ้น 3.สัมมนาเกี่ยวกับไอเดียใหม่ๆ ในการเทรดและความเคลื่อนไหวของตลาด และ 4.สัมมนาหรือจัดบรรยายในหัวข้อพิเศษ เพื่อที่จะสร้างนักลงทุนและบุคลากรรุ่นใหม่เข้ามาในอุตสาหกรรมหลักทรัพย์
“บริษัทจะเป็นผู้จัดทำหลักสูตรสัมมนาพิเศษ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับความรู้ความเข้าใจเรื่องตลาดเงินและตลาดทุน อย่างน้อยจะมีการนำผู้มีประสบการณ์มาถ่ายทอดข้อมูลให้แก่นักศึกษาเดือนละ 1 ครั้ง โดยมีเป้าหมายเพื่อสามารถนำไปใช้จริงในการทำงาน”
นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถสร้างผู้แนะนำการลงทุนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงานได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ได้นอกจากดูแลและให้บริการที่ดีแก่ลูกค้าแล้ว ยังต้องรอบรู้และเข้าใจการลงทุนรวมในสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี
วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์ศึกษาและการลงทุนครั้งนี้ ถือว่าเป็นนโยบายเชิงรุกของบริษัทในการให้บริการที่ครบวงจร โดยไม่มีนโยบายซื้อตัวเจ้าหน้าที่ติดต่อกับผู้ลงทุน (IC) โดยปัจจุบันบริษัทมีอยู่ราว 300 คน จะเน้นการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาจบใหม่ เพื่อที่จะสร้างโอกาสและเพิ่มจำนวนบุคลากรเข้าสู่อุตสาหกรรม ที่ผ่านมาได้มีโปรแกรมการรับนักศึกษาจบใหม่และก็ได้เจ้าหน้าที่จากโครงการดังกล่าวมาแล้ว 80-90 คน การดำเนินนโยบายอย่างนี้จะทำให้บริษัททำธุรกิจได้อย่างมั่นคง
“ความร่วมมือครั้งนี้ถือว่า WIN WIN ทั้งบริษัทและมหาวิทยาลัย ABAC ที่นักศึกษาสามารถนำความรู้จากการเล่าเรียนมาใช้ได้จริงและปฏิบัติจริง เมื่อจบออกไปก็สามารถทำงานได้ทันที ขณะที่บริษัทเองก็มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ABAC เป็นมหาวิทยาลัยที่ยอมรับในระดับภูมิภาคในเรื่องภาษาที่โดดเด่น เมื่อมีการเปิด AEC บริษัทก็มีความพร้อม เพราะจะมีบุคลากรที่มีความรู้
ความเข้าใจการลงทุนและมีภาษาที่ดีด้วย”
บริษัทคาดหวังว่าการสร้างศูนย์ศึกษาและการลงทุน น่าจะเพิ่มฐานลูกค้าให้มากขึ้นจากปีก่อนที่มีอยู่กว่า 2 หมื่นบัญชี โดยเป็นบัญชีที่มีการซื้อขายสม่ำเสมอ 1.4 หมื่นบัญชี แบ่งเป็น นักลงทุนบุคคล 70% นักลงทุนสถาบัน 20% และนักลงทุนต่างประเทศ 10% ซึ่งนโยบายของบริษัทจะยังคงเน้นลูกค้าบุคคล จากปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่กว่า 2% แต่นโยบายคือไม่เน้นสร้างส่วนแบ่งตลาดจะเน้นที่กำไรสุทธิมากกว่า ซึ่งขณะนี้มีอัตรากำไรสุทธิจากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม และจะรักษาให้อยู่ในระดับนั้นต่อไป พร้อมกันนี้บริษัทไม่มีนโยบายที่จะเข้าไปแข่งขันด้านค่าคอมมิชชั่น จะเน้นเรื่องคุณภาพของบริการมากกว่าราคา ซึ่งจะรักษาให้อยู่ในระดับเดียวกับอุตสาหกรรมเสมอ
“เรามองว่า AEC เป็นโอกาสที่ดีของบริษัท เพราะการมีผู้ถือหุ้นใหญ่ โดย ยูโอบี เคย์เฮียน โฮลดิ้ง ประเทศสิงคโปร์ ถือหุ้นใหญ่ 70.65% ของทุนที่เรียกชำระแล้ว และเป็นบริษัทที่มีฐานทุนแข็งแรง มีเครือข่ายครอบคลุม การเปิดพรมแดนของอาเซียนจะเป็นโอกาสที่ดีให้กับบริษัทได้แน่นอน”
สำหรับการทำธุรกิจในปีนี้ บริษัทจะรุกในทุกๆ ด้านอย่างจริงจัง ภายหลังจากเพิ่งมีใบอนุญาตในการทำธุรกิจครบทุกประเภท คือ การเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ การค้าหลักทรัพย์ การจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ การเป็นที่ปรึกษาการลงทุน และการเป็นตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยบริษัทเดินกลยุทธ์เชิงรุกในสายงานวาณิชธนกิจ (IB) มากยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีงานนำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ทั้งเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) และผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ 5-6 บริษัท มูลค่าการระดมทุนไม่ต่ำกว่าแห่งละ 1,000 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท/บริษัท ซึ่งจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ทั้งหมด คาดว่าในไตรมาสแรกปีนี้จะยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) 2 บริษัท ซึ่งบริษัทเป็น FA และเป็นแกนนำอันเดอร์ไรท์ ซึ่งต่างจากปีก่อนที่เป็นเพียงผู้ร่วมจำหน่ายแค่ 4 บริษัท ทำเรื่องที่ปรึกษาในการหาเงินกู้และปรับโครงสร้างหนี้เป็นหลัก
สำหรับรายได้และกำไรสุทธิของบริษัทในปี 2558 จะมากกว่าปี 2557 หลังปริมาณการซื้อขายกลับมาอยู่ในระดับปกติ และมองว่าภาพรวมของตลาดหุ้นไทยจะยังอยู่ในระดับที่ดีต่อเนื่อง ส่วนปี 2557 รายได้และกำไรน่าจะต่ำกว่าปี 2556 ที่ทำได้ 1,204.59 ล้านบาท และ 348.16 ล้านบาท ตามลำดับ
“ภราดาบัญชา แสงหิรัญ” อธิการบดี ABAC กล่าวว่า นับเป็นครั้งแรกของ ABAC ที่ร่วมมือกับบริษัทหลักทรัพย์ในการเปิดศูนย์ศึกษาและการลงทุนให้กับนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ซึ่งได้นำความรู้มาใช้จริงและมีการเรียนรู้จริง นอกจากทฤษฎี เพราะตระหนักดีว่าโลกการเงินยุคใหม่มีความซับซ้อนถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจก็ปรับเปลี่ยนไม่ทันโลก และโลกยุคใหม่ทำให้เรียนรู้ว่าการอยู่คนเดียวก็จะไม่รอด ต้องร่วมมือกับคนอื่น ซึ่ง ABAC ก็เลือกที่จะจับมือกับ UOB เพื่อสร้างการเรียนรู้ทางด้านการเงินให้กับนักศึกษาในเรื่องของการบริหารจัดการทางการเงิน
“ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดแนวนโยบายด้านการส่งเสริมความรู้ด้านการลงทุนของมหาวิทยาลัย ซึ่งจะสร้างศูนย์ให้ข้อมูลเชิงลึกด้านการลงทุน นักวิเคราะห์มืออาชีพติดตามภาวะตลาดฝึกฝนภาคปฏิบัติ โดยสามารถซื้อขายออนไลน์แบบเรียลไทม์ผ่านศูนย์นี้ ซึ่งจะมีการออกแบบเทคโนโลยีให้เหมาะกับการลงทุน”
ความร่วมมือครั้งนี้นอกจากจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมหลักทรัพย์ ตลาดทุนไทยแล้ว ก็จะเกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศไทยในระยะยาว







