
เอกชนกระทุ้งคสช. ชะลอขึ้นก๊าซ-ลดค่าไฟฟ้า
ภาคเอกชนเสนอรัฐบาลชะลอการปรับขึ้นก๊าซ เหตุเศรษฐกิจไทยยังไม่แข็งแกร่ง จี้ปรับลดค่าไฟฟ้างวด เม.ย.-มิ.ย.เพิ่ม
ภาคเอกชนเสนอรัฐบาลชะลอการปรับขึ้นก๊าซ เหตุเศรษฐกิจไทยยังไม่แข็งแกร่ง จี้ปรับลดค่าไฟฟ้างวด เม.ย.-มิ.ย.เพิ่ม
วันที่ 12 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เชิญตัวแทนเอกชน 20 คน จากสมาคมต่างๆ เพื่อขอรับฟังความคิดเห็นด้านเศรษฐกิจในแง่มุมต่างๆ ที่บ้านเกษะโกมลในเวลา 14.00 น.
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ต้องการเสนอให้กระทรวงพลังงานชะลอการปรับขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวีและก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการปรับขึ้นราคาตามโครงสร้างราคาพลังงานใหม่อย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน ในขณะที่เศรษฐกิจของไทยยังไม่แข็งแกร่ง และซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจในปีนี้ให้ขยายตัวได้ไม่ดีนัก เนื่องจากการขยายตัวเศรษฐกิจในขณะนี้ต้องพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ รวมทั้งการค้าชายแดนกับประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี คือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม
ส.อ.ท.ยังต้องการให้ภาครัฐปรับลดค่าไฟฟ้า ในงวดเดือน เม.ย.-มิ.ย. ให้มากกว่างวดเดือน ม.ค.-มี.ค. ที่ปรับลดค่าไฟฟ้าลงเพียง 10.04 สตางค์/หน่วยเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยเกินไป เมื่อ เทียบกับราคาน้ำมันและราคาก๊าซธรรมชาติจะปรับลดราคาลงมามาก และหากภาครัฐลดค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการผลิตสินค้าลงมา จะช่วย ลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย
“ไม่ใช่ว่าเอกชนไม่เห็นด้วยกับการปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง แต่อยากให้ค่อยๆ ทยอยปรับขึ้นราคา และตอนนี้ ก็มีการปรับขึ้นราคามาพอสมควรแล้ว แต่หากภาครัฐต้องการปรับราคาให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงโดยเร็ว จะยิ่งส่งผลกระทบกับกำลังซื้อของประชาชน จึงอยากให้ค่อยๆ ทยอยปรับขึ้นราคา เพื่อให้ประชาชนได้ปรับตัว และตอนนี้เศรษฐกิจไทยยังไม่ค่อยแข็งแกร่งมากนัก”สุพันธุ์ กล่าว
สุพันธุ์ ยังระบุว่า ปีนี้ไทยจะไม่สามารถพึ่งพารายได้จากการส่งออกได้มากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลายประเทศยังไม่ฟื้นตัวมากนัก มีเพียงสหรัฐเท่านั้นที่เริ่มฟื้น ขณะที่ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป (อียู) และจีน เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น จึงต้อง พึ่งพาการค้าชายแดนและประเทศในกลุ่มบริคส์ คือ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีอิทธิพล เพิ่มขึ้น
ด้าน นายชลิต ลิมปนะเวช อุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่าลงถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับธุรกิจส่งออก และแม้ว่าค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงไม่มากนัก แต่ผู้ประกอบการทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้าจะต้องวางแผนธุรกิจล่วงหน้าไว้ โดยเฉพาะการซื้อฟอร์เวิร์ดสกุลเงินไว้ (การซื้อขายสกุลเงินล่วงหน้า) เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางธุรกิจ เนื่องจากผู้ประกอบการต่างชาติบางรายเอาเปรียบผู้ประกอบการไทย ด้วยการอาศัยค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงต่อรองลดราคาสินค้า เช่น เมื่อค่าเงินบาทอ่อนก็จะขอลดราคาลง โดยอ้างว่าต้นทุนถูกลง
“เพื่อป้องกันความเสี่ยงผู้ประกอบการทั้งนำเข้าและส่งออก ควรมีการวางแผนการตลาดที่ดีและซื้อฟอร์เวิร์ดสกุลเงินไว้ โดยในส่วนของผู้ส่งออกควรซื้อฟอร์เวิร์ดสกุลเงินในระดับต่ำประมาณ 20-30% ส่วนผู้นำเข้าซึ่งมีความเสี่ยงสูงควรซื้อฟอร์เวิร์ดเงินที่ 60-70% เพราะปัจจัยเรื่่องค่าเงินผันผวนอาจทำให้ธุรกิจขาดทุนได้”ชลิต กล่าว
นายกฤศณัฏฐ์ กิจวิทยศักดิ์ ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์ บริษัท เอเวอร์เรส เวิลด์ ผู้นำเข้าสินค้าแฟชั่นจากต่างประเทศในเครือฟิโก กรุ๊ป กล่าวว่า หากเงินบาทอ่อนค่าลงแตะที่ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ จะทำให้กำไรสินค้านำเข้าลดลงจนถึงขั้นต้องปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเครื่องหนังหรือกระเป๋า ส่วนนาฬิกาไม่ได้รับผลกระทบนัก เพราะเป็นสินค้า ที่มีการปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นทุกปีโดยเฉลี่ย 3-5% อยู่แล้ว







