
หุ้นเดือน ม.ค.เสี่ยงขาลง แนะชะลอการลงทุน
ตลาดหุ้นในเดือน ม.ค. บล.ทรีนีตี้ แนะชะลอการลงทุน เหตุดัชนีหุ้นครึ่งเดือนแรกมีความเสี่ยงขาลง หลังคาดกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมสำรองเลี้ยงชีพ (RMF) ขายทำกำไรไหลออกกว่า 1-2 หมื่นล้าน ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในเดือนนี้จะต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุนอย่างมาก เนื่องจากมีความเสี่ยงขาลง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งเดือนแรก ซึ่งคาดการณ์ดัชนีหุ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก มีแนวโน้มถูกกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ได้แก่ แรงไถ่ถอนเม็ดเงินจาก LTF-RMF ซึ่งมีกำไรแล้วกว่า 40-50% คาดว่าจะมีเม็ดเงินออกจากกองทุนดังกล่าวราว 1-2 หมื่นล้านบาท มาตรการควบคุมหุ้นร้อนที่จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค. จะเป็นปัจจัยจำกัดการปรับตัวขึ้นของหุ้นขนาดกลาง-เล็ก
ตลาดหุ้นในเดือน ม.ค. บล.ทรีนีตี้ แนะชะลอการลงทุน เหตุดัชนีหุ้นครึ่งเดือนแรกมีความเสี่ยงขาลง หลังคาดกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมสำรองเลี้ยงชีพ (RMF) ขายทำกำไรไหลออกกว่า 1-2 หมื่นล้าน ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในเดือนนี้จะต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุนอย่างมาก เนื่องจากมีความเสี่ยงขาลง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งเดือนแรก ซึ่งคาดการณ์ดัชนีหุ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก มีแนวโน้มถูกกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ได้แก่ แรงไถ่ถอนเม็ดเงินจาก LTF-RMF ซึ่งมีกำไรแล้วกว่า 40-50% คาดว่าจะมีเม็ดเงินออกจากกองทุนดังกล่าวราว 1-2 หมื่นล้านบาท มาตรการควบคุมหุ้นร้อนที่จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค. จะเป็นปัจจัยจำกัดการปรับตัวขึ้นของหุ้นขนาดกลาง-เล็ก
ประกอบกับความเป็นไปได้ที่รัสเซียอาจถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือสู่ระดับ “ขยะ” จากสถาบันจัดอันดับสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ในช่วงกลางเดือน การจัดการเลือกตั้งใหม่ของกรีซอาจนำมาซึ่งชัยชนะของพรรค Syriza และการยกเลิกมาตรการรัดเข็มขัดที่เคยดำเนินมา อันนำมาสู่ความเสี่ยงของฐานะการคลังและการถูกตัดออกจากกลุ่มยูโรโซนอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งเดือนหลัง ดัชนีมีโอกาสจะปรับตัวขึ้นได้จากปัจจัยกระตุ้นที่อาจเข้ามา ได้แก่ ความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจมีการอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติมในการประชุมวันที่ 22 ม.ค. และตลาดเซอร์ไพรส์ที่อาจเกิดขึ้นหากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดดอกเบี้ยในวันที่ 28 ม.ค. 2558
บล.ทรีนีตี้ แนะกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนให้ชะลอการลงทุนในช่วงครึ่งเดือนแรก โดยรอให้ปัจจัยกดดันทั้งภายในและภายนอกผ่านพ้นไปก่อน และหาจังหวะสะสมหุ้นในช่วงกลางเดือนเพื่อรอลุ้นข่าวดีจากการประชุม ECB โดยหุ้นแนะนำสำหรับการลงทุนระยะยาว 15 บริษัท ได้แก่ บริษัท โซลาร์ตรอน (SOLAR) บริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วิศวการ (IFEC) บริษัท เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง (GEL) บริษัท ไพลอน (PYLON) บริษัท ซีฟโก้ (SEAFCO) บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) บริษัท ช.การช่าง (CK) บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) บริษัท
บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) บริษัท การบินกรุงเทพ (BA) บริษัท การบินไทย (THAI) และบริษัท ซีเค พาวเวอร์ (CKP)
“หุ้นแนะสำหรับการลงทุนประจำเดือน ม.ค.นี้ 5 บริษัท ได้แก่ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่า ได้แก่ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) กลุ่มสื่อสารที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจดิจิทัล ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) และกลุ่มวัสดุก่อสร้างที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่ลดลง ได้แก่ บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ (TASCO)”
ทั้งนี้ นับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2558 เป็นต้นไป ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ทรีนีตี้ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการวิเคราะห์หุ้นแนะนำรายเดือนในบทวิเคราะห์ “The Big Picture” ใหม่ โดยจากเดิมที่มีหุ้นแนะนำ 10 บริษัท/เดือน จะเพิ่มขึ้นเป็น 20 บริษัท และจะแบ่งสัดส่วนการลงทุน 15 บริษัท สำหรับการลงทุนระยะกลาง-ยาว ที่มีระยะเวลาการถือครอง 3-6 เดือนขึ้นไป ส่วนอีก 5 บริษัท สำหรับการลงทุนระยะสั้นในแต่ละเดือนและจะมีการหมุนเวียนเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งการปรับรูปแบบหุ้นแนะนำดังกล่าวเพื่อให้สอดรับกับการลงทุนหลายหลากรูปแบบมากขึ้น สำหรับอัตราผลตอบแทนของหุ้นแนะนำตามบทวิเคราะห์ “The Big Picture” นับตั้งแต่ก่อตั้งปี 2553 รวมเป็นเวลากว่า 54 เดือนที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยให้ผลตอบแทนกว่า 640% และมีอัตราผลตอบแทนสิ้นปี 2557 กว่า 36%







