
ทิสโก้ออกกองช้อนหุ้นไทย
บลจ.ทิสโก้ ฉวยจังหวะหุ้นร่วง ออกกองทริกเกอร์หุ้นไทย ตั้งเป้ากำไร 8% ใน 8 เดือน
บลจ.ทิสโก้ ฉวยจังหวะหุ้นร่วง ออกกองทริกเกอร์หุ้นไทย ตั้งเป้ากำไร 8% ใน 8 เดือน
นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลและกองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ เปิดเผยว่า หลังจากเปิดซื้อขายในต้นปี 2558 ตลาดหุ้นไทยผันผวนและปรับฐานลง
“ตลาดหุ้นไทยมีแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันโลกที่ร่วงทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบมากกว่า 5 ปี นับตั้งแต่ เม.ย. 2552 และจากแรงขายกองทุนรวมเพื่อการลงทุนระยะยาว (LTF) ภายในประเทศที่มีครบ 5 ปี” นายสาห์รัช กล่าว
นายสาห์รัช กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการจับจังหวะการลงทุนและเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่ดี บลจ.ทิสโก้ เปิดขายกองทุนเปิด ทิสโก้ ไทย อิควิตี้ ทริกเกอร์ 8% #18 ที่มีนโนบายลงทุนหุ้นไทย โดยตั้งเป้าหมายกำไรไว้ 8% ภายใน 8 เดือน เปิดจนถึงวันที่ 9 ม.ค.นี้
“เรามองว่าการที่หุ้นปรับฐานมาจากผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ดิ่งตัว
ต่อเนื่อง และจากการเทขาย LTF ที่ครบกำหนด ด้วยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีความเข้มแข็งและการเมืองที่มีเสถียรภาพ จึงแนะนำให้ใช้ช่วงที่หุ้นกำลังปรับฐานนี้เป็นช่วงทยอยเข้าสะสมเพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่ดี” นายสาห์รัช กล่าว
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ วิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2558 จะฟื้นตัวดีขึ้น โดยคาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 4.5% เนื่องจากปัจจัยการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ทำให้เรียกความเชื่อมั่นให้แก่
ผู้บริโภค ตลอดจนนักลงทุนเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ การที่ภาครัฐเข้ามาขยายโครงการการลงทุนเพิ่มเติม จะช่วยสนับสนุนภาคการบริโภคและภาคการลงทุนมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นจากปีก่อน และด้านการส่งออกที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจโลก ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากกฎอัยการศึกและเศรษฐกิจรัสเซียชะลอตัวแรง โดยคาดว่าดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 2% ตลอดทั้งปี 2558
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ประเมินว่า ภายในไตรมาสแรกปีนี้ จะมีกองทุน LTF ที่ครบกำหนดขายออกมาประมาณ 4.65 หมื่นล้านบาท หรือ 33% ของมูลค่าหน่วยลงทุนที่สามารถขายได้ในปี 2558 ประมาณ 1.41 แสนล้านบาท
ถือเป็นความเสี่ยงประการหนึ่งสำหรับตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในไตรมาสแรก เนื่องจากมีการขายคืนหน่วยลงทุนมากที่สุด
ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส พบว่า ในไตรมาสแรกของแต่ละปีจะมีการขายคืนหน่วยลงทุนตั้งแต่ 10% จนถึงเกือบ 70% ของมูลค่าหน่วยลงทุน แต่ระหว่างปี 2551-2557 พบว่า มีอัตราการขายคืนหน่วยลงทุนเฉลี่ย 33% ของมูลค่าหน่วยที่ครบเกณฑ์
นอกจากนี้ บล.เอเซีย พลัส ยังพบว่า รูปแบบการขายคืนหน่วยลงทุนในช่วงเวลาต่างๆ ของปีจะสูงที่สุดในเดือน ม.ค. รองลงมาเป็นเดือน ก.พ.และ มี.ค.
“หลังจากนั้นจะเบาบางลง และไปสูงขึ้นอีกครั้งในเดือน ธ.ค. ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นการไถ่ถอน LTF ที่ครบกำหนด 5 ปีปฏิทิน แล้วนำเงินไปซื้อหน่วยลงทุน LTF ชุดใหม่เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกรอบ” บล.เอเซีย พลัส ประเมิน







