
ปัญหายุโรปแค่ถ่วง แต่ไม่ฉุดกระชากเศรษฐกิจโลก
.....พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ
ศุกร์ที่ผ่านมา บล.ธนชาต จัดงาน
“Thanachart Bank Day” โดยเชิญผู้บริหารระดับสูงจาก 7 ธนาคาร คือ BBL, BAY, KK, KTB, SCB, TMB และ TISCO มาพูดคุยกลุ่มย่อยกับนักลงทุนสถาบันในประเทศงานนี้คั่นกลางด้วยการเสวนาเศรษฐกิจในหัวข้อ
“Economic Insight : Moment of Truth” นำเสนอโดย ดร.คณิศ แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง กูรูเศรษฐกิจมหภาคประเด็นหลักในการเสวนาคือ : 1) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกกับปัญหาในยุโรป 2) ผลกระทบจากยุโรปต่อเศรษฐกิจไทย 3) การคาดการณ์เศรษฐกิจไทยและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยต่อเนื่องหรือไม่ มีผลอย่างไร 4) ผลกระทบจากการเมืองต่อเศรษฐกิจไทย สรุปสาระในแต่ละประเด็นมีดังนี้ครับ
ประการแรก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกกับปัญหาในยุโรป : ดร.คณิศ ฟันธงว่า เศรษฐกิจโลกจะไม่ถดถอยซ้ำสอง (Double Dip) แม้ตลาดการเงินจะกังวลว่าวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปจะทำให้ยุโรปต้องลดการขาดดุลการคลัง ซึ่งจะมีผลให้กำลังซื้อของโลกลดลง ขณะที่กำลังการผลิตส่วนเกินในยุโรปจะถูกส่งออกไปในตลาดที่แคบและอาจนำไปสู่การกีดกันทางการค้าก็ตาม
ภายใต้เงื่อนไข 1) สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น ยังคงมาตรการการคลังและสินเชื่อ 2) อียูยังคงมาตรการสินเชื่อ 3) กรีซ สเปน โปรตุเกส ลดการขาดดุลการคลัง และ 4) ค่าเงินยูโรลดลง 20% ผลกระทบจากการลดงบประมาณขาดดุลในยุโรปจะมีผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกน้อยมาก ปัญหาอยู่ที่ความไม่มั่นใจในภาคการเงินและการเก็งกำไรต่างหาก
ดร.คณิศ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของภูมิภาคอื่นไม่ว่าจะเป็นสหรัฐหรือญี่ปุ่น จะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจเอเชียนำโดยประเทศหลักอย่างจีนและอินเดียจะเติบโตต่อเนื่อง การขยายตัวของประเทศเหล่านี้ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่าผลลบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจยุโรป
นอกจากนั้น ยังมองว่ามีความเสี่ยงต่ำที่เศรษฐกิจยุโรปจะถดถอยซ้ำสอง เพราะธนาคารกลางต่างๆ พร้อมเข้าแทรกแซงเศรษฐกิจและระบบการเงิน แม้ว่าการฟื้นตัวของยุโรปจะถูกชะลอออกไปบ้างก็ตาม
น่าสังเกตว่าเศรษฐกิจโลกรอบนี้จะฟื้นตัวเร็วกว่าในอดีต (คาดว่าจะใช้เวลาเพียง 3 ปี เทียบกับวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงทศวรรษ 1930 ที่กินเวลายาวนานถึง 7 ปี ทั้งนี้ เนื่องจากผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุกทั้งด้านการเงินการคลังของประเทศต่างๆ และไม่มีการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าเหมือนในอดีต)
ประการที่ 2 ผลกระทบจากยุโรปต่อเศรษฐกิจไทย : โดยรวมมีไม่มากนัก ในด้านการค้า แม้ยุโรปจะมีกำลังซื้อน้อยลง แต่จะกระทบการส่งออกของไทยน้อย เพราะไทยส่งออกไปยุโรปเพียง 11% ของมูลค่าส่งออกรวม เทียบกับที่ส่งออกไปเอเชีย (อาเซียน + เอเชียตะวันออก) 30% ปลายๆ (ผู้เขียน : เศรษฐกิจเอเชียที่โตต่อเนื่องจะทำให้การค้าภายในเอเชียขยายตัวต่อเนื่อง ช่วยชดเชยกำลังซื้อจากยุโรปที่ชะลอลง)
ส่วนด้านการท่องเที่ยวถูกกระทบบ้างแต่ไม่เยอะ ด้านการเงิน ค่าเงินยูโรผันผวนไปในทางที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลเงินเอเชีย รวมถึงบาท เงินจึงมีแนวโน้มไหลเข้าภูมิภาคเอเชีย แต่สำหรับตลาดไทยยังขึ้นกับตัวแปรทางการเมืองด้วย
ประการที่ 3 การคาดการณ์เศรษฐกิจไทยและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยจะต่อเนื่องหรือไม่ มีผลอย่างไร : ดร.คณิศ มองว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีเกินคาด หนุนโดยการเร่งตัวขึ้นของภาคส่งออกและการลงทุนของทั้งภาครัฐและเอกชน โดยใช้เวลาเพียงปีครึ่งกลับมายืนที่จุดก่อนเกิดวิกฤตเลห์แมนฯ ล้มเมื่อ ก.ย. 2551
เขาคาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะเติบโต 3.54.5% และมีแนวโน้มจะปรับประมาณการขึ้นเป็นขยายตัวไม่ต่ำกว่า 4.5% โดยจีดีพีไตรมาสแรกปีนี้โตพรวดถึง 12% และคาดว่าในไตรมาส 2 จะขยายตัวราว 4% และยังเป็นบวกต่อในไตรมาส 3 แม้จะเกิดเหตุจลาจลในช่วง เม.ย.พ.ค.ที่ผ่านมาก็ตาม
ส่วนหนึ่งที่ตัวเลขครึ่งแรกของปีนี้ขยายตัวดี เพราะฐานของปีก่อนตกต่ำอย่างหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกตกต่ำ เหตุปิดสนามบินเมื่อปลายปี 2551 และต่อเนื่องด้วยเหตุจลาจลในกรุงเทพฯ
เมื่อช่วงสงกรานต์ปี 2552 อย่างไรก็ดี ฐานตัวเลขเศรษฐกิจที่ยกสูงขึ้นในไตรมาส 4 ปี 2552 ทำให้อัตราการขยายตัวของไตรมาส 4 ปี 2553 อาจบวก/ ลบเล็กน้อย
ดร.คณิศ ชี้ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสมัยใหม่จะไม่ใช้นโยบายการคลังเป็นหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพราะใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล แต่จะใช้มาตรการด้านสินเชื่อและมาตรการด้านอัตราดอกเบี้ยเพื่อสร้างผลที่เร็วขึ้น วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ผ่านมา ประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างจีนและสหรัฐใช้มาตรการด้านการเงิน : การคลัง ในอัตราส่วน 3 : 1
กรณีประเทศไทย รายจ่ายงบประมาณและโครงการไทยเข้มแข็งยังคงเพิ่มขึ้น 11.7% ในปีงบประมาณ 2554 ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจทำให้จัดเก็บภาษีได้เกินเป้า จึงไม่จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มอีก 4 แสนล้านบาท มาทำแผนไทยเข้มแข็ง ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะขยับจาก 45.9% ในปี 2553 ขึ้นมาอยู่ที่เพียง 47.8% ในปี 2554 ยังห่างจากเพดานที่ 60% มาก
ประการที่ 4) ผลกระทบจากการเมืองต่อเศรษฐกิจไทย : ดร.คณิศ ชี้ว่า ประเทศไทยประสบปัญหาทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนภาคเอกชน แต่เศรษฐกิจยังคงขยายตัว
ดร.คณิศเน้นประเด็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศว่า หากปล่อยให้ปัญหานี้ดำเนินต่อไปโดยไม่รีบเยียวยา ความขัดแย้งทางการเมืองจะรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต จึงเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายต้องตระหนัก และร่วมมือกันสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม อย่างจริงจังในระยะยาว
สรุปว่า ดร.คณิศ ประเมินว่า ตลาดการเงินวิตกมากเกินเหตุต่อปัญหาในยุโรป และฟันธงว่าเศรษฐกิจโลกยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่เศรษฐกิจไทยถูกกระทบไม่มากนัก และยังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ดีกว่า 4.5% ครับ ซึ่งถ้าสถานการณ์เป็นไปในรูปนี้ การปรับตัวของตลาดหุ้นก็เป็นโอกาสในการลงทุนครับ พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ







