
ไลอ้อนมั่นใจตลาดโต5%
การเมืองไม่กระทบยอดขาย ฟื้นแบรนด์ซื่อสัตย์ช่วยสังคม
โพสต์ทูเดย์
— ไลอ้อน เชื่อตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคปีนี้โต 5% เล็งฟื้นแบรนด์ “ซื่อสัตย์” กระตุ้นต่อมจริยธรรมในสังคมนายบุญฤทธิ์ มหามนตรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและทำตลาดสินค้าอุปโภค ในเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า จากปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่กระทบต่อตลาดสินค้าอุปโภคและบริโภค โดยช่วง 5 เดือนที่ผ่านมายังคงเติบโตได้ดี และคาดสิ้นปีจะเติบโตประมาณ 45%
ขณะที่ยอดขายของบริษัทเติบโต 1617% เมื่อเทียบกับปีก่อนเช่นกัน โดยบริษัทได้เพิ่มงบลงทุนสำหรับขยายกำลังผลิตสินค้า ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากและผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคล ในโรงงานที่ศรีราชา เป็น 700 ล้านบาท จากเดิมที่วางงบลงทุนเบื้องต้นไว้ราว 500 ล้านบาท หลังประเมินแนวโน้มความต้องการใช้สินค้าในประเทศที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งรองรับตลาดส่งออกที่อาจจะขยายตัวจากกรณีได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) โดยปัจจุบันมียอดส่งออกราว 10% ของยอดขายทั้งหมด และใน 5 ปีจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 20%
ขณะที่ปัจจุบัน บริษัทส่งออกไปกว่า 10 ประเทศ อาทิ ประเทศแถบอาเชียน ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา และรัสเซีย เป็นต้น โดยยอดการส่งออกมีสัดส่วนราว 10% ของยอดขายทั้งหมด คาดว่าภายใน 5 ปี จะเพิ่มสัดส่วนได้เป็น 20% โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นที่ปัจจุบันมียอดการส่งออกราว 34% มีนโยบายลดการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคลง และหันมานำเข้าจากต่างประเทศมากขึ้น จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะขยายสัดส่วนการส่งออกไปญี่ปุ่นให้มากขึ้น
” นายบุญฤทธิ์ กล่าวนายบุญฤทธิ์ กล่าวต่อว่า บริษัทวางแผนทำตลาดแบรนด์
“ซื่อสัตย์” อีกครั้ง หลังจากไม่ได้ทำตลาดแบรนด์นี้มากว่า 20 ปี โดยเบื้องต้นได้ออกสินค้าในกลุ่มผงซักฟอกและยาสีฟัน ขณะที่ทางกลุ่มสหพัฒน์ได้ออกสินค้ากลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและกระดาษทิชชูภายใต้แบรนด์เดียวกัน โดยไม่ได้หวังตัวเลขด้านยอดขาย แต่ต้องการสร้างจิตสำนึกด้านคุณธรรมและจริยธรรมให้กับสังคม จากการพิมพ์คติ ข้อความเตือนใจ ไปบนบรรจุภัณฑ์ ซึ่งได้กระจายสินค้าไปตามร้านค้าย่อยหรือโชห่วยทั่วประเทศ และจำหน่ายในราคาประหยัดถูกกว่าแบรนด์ทั่วไปราว 10%สำหรับในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทยังกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางด้านการเมืองของประเทศ เพราะจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ ขณะที่ปัญหาเรื่องราคาน้ำมันหรือภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับทุกประเทศอย่างเท่าเทียมกันจึงไม่น่าเป็นห่วงมากนัก โดยสิ้นปีบริษัทคาดทำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่ 1 หมื่นล้านบาท







