
เงินบาทถูกชี้นำจากปัจจัยต่างประเทศ
....วารุณี สิทธิถาวร
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (711 มิ.ย. 2553) สัปดาห์นี้เงินบาทปรับตัวในทิศทางอ่อนค่าเป็นส่วนใหญ่ ท่ามกลางภาวะการลงทุนในตลาดการเงินโลกที่ยังถูกกดดันอย่างต่อเนื่องจากปัญหาหนี้สินในยุโรป
โดยเงินบาทปรับตัวในกรอบที่กว้างขึ้นในช่วง 32.4332.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เทียบกับ 32.3932.65 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในสัปดาห์ก่อน โดยเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องจากระดับ 32.64 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์
ในช่วงต้นสัปดาห์เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 32.64 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อ่อนค่าลงจาก 32.56 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายสัปดาห์ และมีแนวโน้มอ่อนค่าลงตามทิศทางสกุลเงินภูมิภาค
เนื่องจากตลาดมีความกังวลมากขึ้นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงต่อไปจะมีความต่อเนื่องหรือไม่ เมื่อพิจารณาจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐที่ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ อีกทั้งการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากการจ้างงานชั่วคราวของภาครัฐ
ขณะที่การจ้างงานในภาคเอกชนยังน่ากังวล ขณะเดียวกันความวิตกต่อการลุกลามของปัญหาหนี้สินในยุโรปยังพุ่งสูงขึ้น หลังทางการฮังการีออกมาระบุว่า ฮังการีมีโอกาสเผชิญปัญหาหนี้สินเช่นเดียวกับกรีซ ซึ่งการแสดงความเห็นดังกล่าว ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เนื่องจากนักลงทุนมองว่าปัญหาการคลังในยุโรปกำลังขยายตัวในวงกว้าง และมองต่อไปถึงความเสี่ยงต่อภาคธนาคารในยุโรปที่อาจได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการคลังและความสามารถในการชำระหนี้ของประเทศต่างๆ ความวิตกดังกล่าวฉุดให้ตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงอย่างรุนแรง ตามด้วยตลาดหุ้นเอเชียที่ปรับตัวลงอย่างรุนแรง และกดดันให้ค่าเงินภูมิภาคที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง โดยเงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับ 32.63 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงบ่ายวันจันทร์ และทรงตัวใกล้ระดับ 32.63 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันอังคาร
อย่างไรก็ดี แรงขายเงินเหรียญสหรัฐของกลุ่มผู้ส่งออกทองคำหลังราคาทองคำในตลาดโลกทะยานขึ้นเหนือระดับ 1,250 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ช่วยให้เงินบาทฟื้นตัวขึ้น และปรับแข็งค่าสู่ระดับ 32.58 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในวันอังคาร
ในช่วงกลางสัปดาห์เงินบาทลดช่วงบวกลงเล็กน้อย โดยเปิดตลาดที่ระดับ 32.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันพุธ และยังคงปรับตัวอย่างไร้เสถียรภาพท่ามกลางปัญหาหนี้สินในยุโรปที่ยังไม่ยุติ
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นเอเชียเริ่มปรับตัวลง หลังฟิทช์ เรทติ้งส์ เปิดเผยว่า อังกฤษประสบความท้าทายทางการคลัง
“ขนาดใหญ่” ซึ่งทำให้เกิดความวิตกว่าปัญหาหนี้ของยุโรปอาจจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหยุดชะงักลง ขณะเดียวกันตลาดยังมีความไม่แน่นอนมากขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ของธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ดี ความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงเริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยมีแรงหนุนจากการแสดงความเห็นของ นายเบน เบอร์แนนคี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่า เศรษฐกิจสหรัฐดูเหมือนมีแรงหนุนเพียงพอที่จะหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะถดถอยรอบสองช่วยให้ตลาดหุ้นเอเชียและค่าเงินภูมิภาคปรับตัวดีขึ้น เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทยที่เริ่มปรับตัวในทิศทางแข็งค่า ทั้งนี้แรงซื้อกลับของนักลงทุนในตลาดหุ้นในช่วงสัปดาห์นี้เป็นอีกปัจจัยที่หนุนการเคลื่อนไหวของเงินบาท โดยเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นไปที่ระดับ 32.58 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงกลางสัปดาห์
ในช่วงวันศุกร์ข้อมูลเศรษฐกิจจีนที่ออกมาดียังหนุนมุมมองในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง นำโดยตลาดหุ้นสหรัฐที่พุ่งขึ้นกว่า 273 จุด ตามด้วยการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นเอเชียและหนุนให้ค่าเงินภูมิภาคและเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 32.45 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายสัปดาห์
สัปดาห์นี้ (1418 มิ.ย. 2553) สายงานธุรกิจตลาดทุนมองว่า เงินบาทมีแนวโน้มปรับแข็งค่าขึ้น โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 32.4032.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หลังปรับตัวในช่วง 32.4332.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ดี ปัจจัยหลักที่ยังคงส่งผลกระทบต่อภาวะการลงทุนในตลาดการเงินโลกในช่วงนี้ยังคงเป็นประเด็นปัญหาหนี้สินของประเทศต่างๆ ในยุโรป โดยเรามองว่าปัญหาในยุโรปยังจะคงอยู่ต่อไปอีกระยะ เนื่องจากการจัดการปัญหาที่ต้องใช้เวลาอีก ขณะที่การปรับลดมาตรการรายจ่ายของประเทศต่างๆ เพื่อดึงให้ฐานะการคลังกลับมาอยู่ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ยังส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจในยุโรปมีแนวโน้มชะลอตัว ที่สำคัญในภาวะที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเสื่อมถอยลงไปมาก ส่งผลให้ตลาดการเงินในช่วงนี้ค่อนข้างอ่อนไหวต่อปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามากระทบ โดยเฉพาะหากมีรายชื่อประเทศที่ประสบปัญหาทางการคลังออกมาเพิ่มเติมจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมความเชื่อมั่นและส่งผลกระทบต่อภาวการณ์ลงทุนในตลาดการเงิน
อย่างไรก็ดี แรงขายของนักลงทุนในตลาดหุ้นที่เริ่มชะลอลงคาดว่าจะช่วยให้การอ่อนค่าของเงินบาทชะลอลง หากเทียบกับช่วงที่ผ่านมา







