posttoday
น้ำมันดิ่งฉุดกำไร พลังงานร่วงต่อปี’58

น้ำมันดิ่งฉุดกำไร พลังงานร่วงต่อปี’58

05 มกราคม 2558

ราคาน้ำมันปรับตัวลงไม่หยุดจนใกล้หลุดระดับ 52 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล นับว่าต่ำสุดในรอบ 5 ปีครึ่ง โดยยังไม่มีสัญญาณว่าจะเริ่มทรงตัวหรือผงกหัวขึ้นแต่อย่างใด ถือเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นพลังงานต่อเนื่องถึงปี 2558 แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวลงมามากแล้วก็ตาม

ราคาน้ำมันปรับตัวลงไม่หยุดจนใกล้หลุดระดับ 52 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล นับว่าต่ำสุดในรอบ 5 ปีครึ่ง โดยยังไม่มีสัญญาณว่าจะเริ่มทรงตัวหรือผงกหัวขึ้นแต่อย่างใด ถือเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นพลังงานต่อเนื่องถึงปี 2558 แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวลงมามากแล้วก็ตาม

“สุรงค์ บูลกุล” ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ
กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. (PTT) เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกขณะนี้ถือว่าอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติจากอุปทานส่วนเกินที่มีปริมาณมากกว่าความต้องการใช้จริง ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ได้ฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน

ดังนั้น กลุ่ม ปตท.จึงประเมินราคาเฉลี่ยของน้ำมันดิบในตลาดโลกในปี 2558 ไว้เป็น 3 กรณี คือ 1.ราคาเฉลี่ยระดับ 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล บนสมมติฐานที่กลุ่มประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมัน (โอเปก) โดยเฉพาะการตัดสินใจของผู้ผลิตรายใหญ่ คือ ซาอุดิอาระเบีย หากออกมาเล่นเกมแข่งขันเรื่องสงครามราคาในฐานะที่มีต้นทุนต่ำที่สุด เพื่อกดดันผู้ผลิตแหล่งน้ำมันที่ไม่ได้มาจากแหล่งผลิตปกติเกิดขึ้นยาก เช่น เชลแก๊สเพราะราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับที่ต่ำมากๆ ส่งผลให้การลงทุนในโครงการเชลแก๊สจะเกิดยากเพราะความไม่คุ้มค่า

กรณีที่ 2 คือราคาเฉลี่ยที่ระดับ 60 เหรียญสหรัฐ จะอยู่บนสมมติฐานกลุ่มโอเปกไม่มีนโยบายควบคุมกำลังการผลิตน้ำมันออกมา โดยเดินกำลังการผลิตเป็นระดับปกติปล่อยให้ราคาเป็นไปตามภาวะตลาด และกรณีที่ 3 คือราคาเฉลี่ยที่ระดับ 80 เหรียญสหรัฐ จะอยู่บนสมมติฐานที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนในปีนี้ สนับสนุนให้ความต้องการใช้น้ำมันดีขึ้นตามไปด้วย

ขณะนี้ ปตท.ยังไม่ได้สรุปเป้าหมายยอดขายและกำไรของปี 2558 เพราะต้องการประเมินปัจจัยต่างๆ ทั้งท่าทีของโอเปกว่าจะดำเนินนโยบายการผลิตน้ำมันในปีนี้อย่างไร รวมถึงราคาน้ำมันที่ลดลงอาจจะเป็นผลบวกให้ความต้องการใช้น้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะในประเทศไทยซึ่งตัวชี้วัดหนึ่ง คือ การใช้รถยนต์ส่วนตัวเดินทางช่วงเทศกาลหยุดยาวปีใหม่ ดังนั้นจึงต้องการเห็นยอดขายของบริษัทสิ้นปี 2557 ก่อนว่าจะออกมาอย่างไร เพื่อนำเข้ามาเป็นข้อมูลประกอบกำหนดเป้าหมายของปี 2558

“ขณะนี้กลุ่ม ปตท.ประเมินราคาน้ำมันเฉลี่ยของโลกไว้เป็น 3 ช่วงราคา เพราะสถานการณ์ตอนนี้ไม่ใช่ภาวะปกติเกิดจากมีกำลังผลิตของโลกมากกว่าความต้องการใช้ ขณะที่เริ่มมีพลังงานอื่นๆ มาทดแทนน้ำมันด้วย เช่น รถยนต์ปัจจุบันใช้พลังงานไฟฟ้าหรือไฮโดรเจนได้ ตอนนี้ภาพต่างๆ ยังไม่ชัดเจน” สุรงค์ กล่าว

สำหรับ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) “เพ็ญจันทร์ จริเกษม” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงินและการบัญชี อธิบายว่า มุมมองภายในของบริษัทประเมินราคาเฉลี่ยน้ำมันในตลาดโลกในปี 2558 ไว้ 3 ช่วงราคาเช่นกัน คือ ราคาเฉลี่ยที่ระดับ 55 เหรียญสหรัฐ 70 เหรียญสหรัฐ และ 85 เหรียญสหรัฐ ส่วนเป้าหมายของยอดขายยังไม่ได้สรุป ต้องการติดตามความชัดเจนของราคาน้ำมัน เพราะด้วยสถานการณ์ปัจจุบันยังมีโอกาสที่จะปรับตัวลงต่อได้

ทางด้านงบลงทุนปี 5 (2558-2562) วางไว้ที่ประมาณ 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยปรับลดลงจากงบ 5 ปีระหว่าง 2557-2561 ที่เคยตั้งไว้ที่ประมาณ 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันที่ลดลง โดยมีทั้งการเพิ่มการลงทุนในบางโครงการที่มีโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงเลื่อนหรือชะลอบางโครงการที่เห็นว่ามีความเสี่ยงในการสำรวจและขุดเจาะ อาทิ ในแหล่งแอลจีเรีย ออยล์แซนด์ ยกเลิกการดำเนินงานโครงการ FLNG โดยปิดบริษัท PTT FLNG Limited ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของ PTT และ PTTEP

ขณะที่นโยบายลงทุนหลัก จะมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาระดับการผลิตที่มีความต่อเนื่องและสม่ำเสมอโดยเฉพาะแหล่งผลิตในอ่าวไทย

“ตัวเลขงบลงทุน 5 ปี ปกติเราจะมีการทบทวนเป็นประจำทุกสิ้นปี ขณะที่งบแต่ละปีจะทบทวนเป็นประจำช่วงกลางปี การวิ่งของตัวเลขเม็ดเงินลงทุนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสถานการณ์ตลาด ฐานะการเงิน ภาระหนี้ สภาพคล่อง โดยนโยบายหลักคือการรักษาระดับการผลิตที่สม่ำเสมอ” เพ็ญจันทร์ กล่าว

ด้านมุมมองนักวิเคราะห์ “เบญจพล สุทธิ์วนิช” รองผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคเคเทรด กล่าวว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2557 และปี 2557 หุ้นกลุ่มโรงกลั่นจะรับรู้ผลการขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) จำนวนมาก หลังราคาน้ำมันลดลงกว่า 35 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เทียบจากราคาปิดสิ้นไตรมาส 3 ปิดที่ 96 เหรียญสหรัฐ

“ราคาน้ำมันที่ปรับลดมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ Stock Loss ในไตรมาส 4 จะเพิ่มขึ้น 2-2.5 เท่า เมื่อเทียบกับ Stock Loss ที่เกิดขึ้นในไตรมาส 3 บนสมมติฐานราคาน้ำมันดิบปิดสิ้นปีที่ 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล”

ทั้งนี้ แม้ผลประกอบการไตรมาส 4 จะมีปัจจัยบวกหลายตัวทั้งจาก 1.ต้นทุนน้ำมันที่ลดลง ราคาน้ำมัน และ Crude Premium ที่ลดลง 2.ค่าการกลั่นฟื้นตัว 3.กำลังการกลั่นที่เพิ่มขึ้น และ 4.กำไรจากการทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Hedging Gain) ที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถชดเชย Stock Loss ที่เกิดขึ้น

ส่วนแนวโน้มในปี 2558 จากอุปสงค์ที่ลดลงจะเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไร เนื่องจากความต้องการปิโตรเลียมและปิโตรเคมียังถูกจำกัดด้วยความกังวลที่มีต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงอ่อนแอ และฝ่ายวิเคราะห์ปรับประมาณการราคาน้ำมันดิบลงจาก 90 เหรียญสหรัฐ เหลือ 65 เหรียญสหรัฐ ปรับลดค่าการกลั่นพื้นฐาน (Base GRM) ของโรงกลั่นในประเทศลง 3% จาก 4.9 เหรียญสหรัฐ เหลือ 4.6 เหรียญสหรัฐ

ขณะที่กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีปรับลดสมมติฐานส่วนต่างราคาขายผลิตภัณฑ์ (Margin) ลงเฉลี่ย 7% ของผลิตภัณฑ์หลักในกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ดังนั้นจึงปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2558 ของหุ้นที่ทำการศึกษา 4 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) และบริษัท ไทยออยล์ (TOP) ลง 10%

พร้อมทั้งปรับลดมูลค่าเหมาะสมปี 2558 ลงเฉลี่ย 9% ประกอบด้วย BCP จากเดิมหุ้นละ 36 บาท เหลือ 35 บาท IRPC เดิมหุ้นละ 3.60 บาท เหลือ 3.40 บาท PTTGC เดิมหุ้นละ 79 บาท เหลือ 62 บาท และ TOP เดิมหุ้นละ 54 บาท เหลือ 50 บาท

สำหรับบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการปรับสมมติฐานครั้งนี้มากที่สุด ได้แก่ PTTGC จากการปรับส่วนต่างราคาเม็ดพลาสติก (HDPE) ลง 22% โดยคาดว่าส่วนต่างราคาเม็ดพลาสติก (Spread HDPE) ที่สูงถึง 820-840 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในช่วงปลายปี 2557 จะกลับสู่ระดับปกติที่ 600-620 เหรียญสหรัฐ/ตัน เทียบกับต้นทุนผลิต Naphtha ที่ลดลงตามราคาน้ำมันดิบเหลือ 585 เหรียญสหรัฐ/ตัน ทำให้ราคา HDPE ที่เป็นไปได้จะอยู่ที่ 1,205 เหรียญสหรัฐ/ตัน ลดลง 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในปี 2558 ยังคงอยู่ที่ 62% ของทั้งหมด

ด้าน “ณัฐชาต เมฆมาสิน” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า ได้ปรับลดประมาณกำไรสุทธิปี 2557 ของ PTT ลงจากเดิม 9% เหลือ 98,875 ล้านบาท และปี 2558 ลดจากเดิม 15% เหลือ 99,028 ล้านบาท สอดคล้องกับการปรับประมาณการราคาน้ำมันเฉลี่ยลงจากเดิมที่ประมาณ 100 เหรียญสหรัฐ เป็น 65 เหรียญสหรัฐในปี 2558 พร้อมทั้งปรับลดราคาเป้าหมาย ปตท.ปี 2558 ลดลง 6% เหลือ 379 บาท/หุ้น ขณะที่เชื่อว่าราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบราคาน้ำมันที่ลงมาระดับ 65 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลไปแล้ว

ขณะที่ปี 2558 จะมีปัจจัยหนุนราคาหุ้นและผลประกอบการของ ปตท. คือ การปรับราคาแอลพีจีและเอ็นจีวี ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยราคาเป้าหมายยังไม่รวมปัจจัยบวกดังกล่าวซึ่งจะเพิ่มมูลค่าหุ้นอีก 54 บาท/หุ้น โดยเป็นหุ้นเพียงตัวเดียวที่จะได้ประโยชน์การปรับโครงสร้างพลังงาน รวมถึงมีโอกาสบันทึกกำไรพิเศษจากการขายหุ้น BCP และการนำลูกบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) และบริษัทโรงกลั่นสตาร์ ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง (SPRC) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) อีกทั้งคาดการณ์อัตราราคาปิดต่อกำไร (ฟอร์เวิร์ดพีอี) อยู่ที่เพียง 8.74 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดที่ 14 เท่า ขณะที่อัตราผลตอบแทนเงินปันผลอยู่ในระดับที่ดี จึงให้ PTT เป็นหุ้น Top Pick ของกลุ่มแนะนำ “ซื้อ”

สำหรับ PTTEP ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2557 ลดลงจากเดิม 11% เป็น 55,620 ล้านบาท และปี 2558 ลดลง 19% เป็น 52,265 ล้านบาท พร้อมทั้งปรับราคาเป้าหมายปี 2558 ลดลง 19% เหลือ 149 บาท/หุ้น ขณะที่มูลค่าทางบัญชีอยู่ในระดับต่ำกว่า 1 เท่า โดยราคาที่ปรับลดลงสะท้อนราคาน้ำมันไประดับหนึ่งแล้ว ขณะที่คำแนะนำให้ “ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว”

ทั้งนี้ มีปัจจัยสนับสนุน ปตท.สผ.ได้แก่ พีอีที่ต่ำเพียง 7.5 เท่า ต่ำกว่าตลาดที่ 17.3 เท่า ขณะที่ราคาปัจจุบันสะท้อนประเด็นลบไปส่วนหนึ่งแล้ว รวมถึงการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา เพื่อพัฒนาพื้นที่ถือเป็นแหล่งศักยภาพในการพัฒนาหนุนการเติบโตระยะยาว

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน