posttoday
ไทยรี...ฟื้นตัว  รับเบี้ยไทยแตะ 1 ล้านล้าน

ไทยรี...ฟื้นตัว รับเบี้ยไทยแตะ 1 ล้านล้าน

02 มกราคม 2558

ผ่านมาแล้ว 3 ปี หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่่อปี 2554 บริษัท ไทยรับระกันภัยต่อ หรือไทยรี ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่่ได้รับผลกระทบต้องจ่ายค่าสินไหมไปเต็มๆ ทำให้มีผลขาดทุนสะสมถึง 9,000 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ไทยรีเองก็ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้กลับมาทำธุรกิจเหมือนเดิมให้ได้โดยเร็วที่สุด และปีนี้ไทยรีพร้อมแล้วที่จะกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง

ผ่านมาแล้ว 3 ปี หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่่อปี 2554 บริษัท ไทยรับระกันภัยต่อ หรือไทยรี ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่่ได้รับผลกระทบต้องจ่ายค่าสินไหมไปเต็มๆ ทำให้มีผลขาดทุนสะสมถึง 9,000 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ไทยรีเองก็ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้กลับมาทำธุรกิจเหมือนเดิมให้ได้โดยเร็วที่สุด และปีนี้ไทยรีพร้อมแล้วที่จะกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง

สุรชัย ศิริวัลลภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ หรือไทยรี กล่าวว่า ในปีนีี้ไทยรีได้ตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 10% ส่วนบริษัท ไทยรีประกันชีวิตซึ่งเป็นบริษัทลูกก็ตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 17-18% และคาดว่าในปีนี้จะล้างขาดทุนสะสมที่มีอยู่ประมาณ 1,000 ล้านบาทได้หมด และเริ่มกลับทำกำไรได้ 

“ในปีนี้บริษัทจะเริ่มกลับมาตั้งเป้าขยายธุรกิจอย่างจริงจังอีกครั้ง หลังจากช่วง 3 ปีทีี่ผ่านมาจากเหตุการณ์น้ำท่วม บริษัทไม่ได้เน้นเรื่องการเติบโตแต่อย่างใด เพราะเน้นแต่เรื่องจ่ายค่าสินไหมน้ำท่วมให้จบก่อน” สุรชัย กล่าว

ขณะที่ผลการดำเนินงานในปี 2557 ก็ทำได้ดี และคาดว่าจะทำเบี้ยได้ 6,200 ล้านบาท หรือ
เติบโต 5%

สุรชัย กล่าวว่า สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจประกันภัยในปี 2558 เติบโตได้ดี คือ ประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (พีเอ) ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีอัตราเติบโตสูงมาก และเมื่อถึงจุดหนึ่งประกันสุขภาพก็จะเติบโตแซงหน้าประกันรถยนต์อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันโรงพยาบาลของรัฐมีความสามารถในการรักษาพยาบาลให้กับประชาชนไม่เพียงพอ ต้องเรียกว่าล้นเกินกำลังไปมาก ทำให้คนที่มีกำลังซื้อต้องหันมาพึ่งพาตัวเอง ด้วยการซื้อประกันสุขภาพเพื่อเข้ารักษาพยาบาลได้ในโรงพยาบาลเอกชนแทน

และในที่สุดเมื่อประชาชนมีเงินเหลือเก็บ เรื่องการประกันภัยก็จะกลายมาเป็นตัวเลือกที่สำคัญลำดับต้นๆ ที่ต้องซื้อหามาดูแลตัวเอง เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคน ตามความจำเป็นเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ ซึ่งก็มีแนวโน้มเป็นอย่างนี้มาแล้วทั่วโลก

ส่วนขณะที่ประกันภัยทรัพย์สินนั้น ในปีนี้คงไม่เติบโตมากนัก โดยเฉพาะประกันภัยที่อยู่อาศัยที่คาดว่ายอดขายจะฟื้นกลับมาก็คงเป็นปี 2559 ส่วนประกันที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกหรือส่งสินค้าทางทะเลคงไม่เติบโตมากนัก เพราะประเทศที่เป็นคู่ค้ากับไทยกำลังซื้อยังไม่กลับคืนมาก ยอดส่งออกคงไม่เติบโตมาก

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา ต้องถือว่าธุรกิจประกันภัยของไทยมีอัตราเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 11.9% ซึ่งหากแยกเป็นประกันวินาศภัยแล้วจะเติบโต 10.6% ส่วนประกันชีวิตเติบโต 12.6% ถือว่ามีอัตราเติบโตสูงมาก

ดังนั้น เม่ื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ทิศทางธุรกิจประกันภัยของไทยจึงมีอัตราเติบโตด้วยตัวเลข 2 หลัก ไปอีก 10-20 ปีเป็นอย่างน้อย 

โดยเฉพาะในในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เติบโตเร็วมาก แม้แต่ในปี 2557 ที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ก็คาดว่าเบี้ยประกันโดยรวมจะทำได้ถึง 7 แสนล้านบาท หรือเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 10 และคาดว่าในปี 2558 เบี้ยประกันชีวิตก็คงโตได้ไม่ต่ำกว่า 10% ส่วนประกันวินาศภัยคาดว่าเติบโตได้ 6-7% แต่ก็ยังต้องขึ้นกับจีดีพีหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปี 2558 ด้วยว่าจะฟื้นตัวหรือเปล่า 

อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจากนี้อีก 3 ปีข้างหน้า เบี้ยประกันภัยของไทยจะทำได้ถึง 1 ล้านล้านบาทแน่นอน  โดยในส่วนของประกันชีวิตจะเติบโตได้เร็วกว่าประกันวินาศภัย ซึ่งหากย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ปี 2546 เบี้ยประกันชีวิตมีสัดส่วน 65% และประกันวินาศภัย 35% แต่พอมาถึงปี 2556 เบี้ยประกันชีวิตก็เพิ่มขึ้นเป็น 68% และเบี้่ยประกันวินาศภัยอยู่ที่ 32%  

สุรชััย กล่าวว่า เรื่องนี้้ทางไทยรีก็ได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว ถ้าเบี้ยประกันภัยของไทยถึง 1 ล้านล้านบาท เมื่อไหร่ บริษัทต้องพร้อมรองรับให้ได้ จะมีการขยายไปยังแบบประกันทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นประกันภัยรายย่อย ประกันส่วนบุคคล ประกันพีเอ หรือประกันรถยนต์ โดยมุ่งเน้นรายย่อยทั้งหลายเป็นหลัก เพราะสามารถกระจายงาน กระจายความเสี่ยงออกไปได้มากกว่ารับแต่ลูกค้ารายใหญ่

เช่น ปัจจุบันร่วมกับบริษัท สยามซิตี้ประกันภัยออกแบบกรมธรรม์สำหรับลูกค้าระดับล่าง เบี้ยไม่แพง และขายผ่านช่องทางไปรษณีย์ เพื่อกระจายออกไปให้ทั่วประเทศ  มีการปรับวิธีคิด วิธีการทำงานใหม่ ต้องเข้าไปหาลูกค้ามากขึ้น เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาหรือหาทางออกให้ลูกค้าให้ได้

ทั้งนี้ หากดูข้อมูลจากสวิิสรีแล้ว จะพบว่าในปี 2556 เบี้ยประกันภัยทั้งโลกมีอยู่ 4.64 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ กลุ่มประเทศยุโรปมีสัดส่วน 35% เป็นตลาดที่มีอัตราเติบโตมากที่สุดในโลก สหรัฐอเมริกามีสัดส่วน 34% เอเชียมีสัดส่วน 26%

ขณะที่อาเซียนมีสัดส่วน 2% หรือมีเบี้ย 8.08 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 2.59 ล้านล้านบาท โดยไทยมีสัดส่วนเบี้ยเป็นอันดับหนึี่งที่ 27% รองลงมาเป็นอินโดนีเซีย 22% สิงคโปร์ 22% มาเลเซีย 19% ฟิลิปปินส์ 7% และเวียดนาม 3%

แต่ถ้าเทียบขนาดเศรษฐกิจและผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพีแล้ว จะพบว่า สิงคโปร์เป็นตลาดประกันที่ใหญ่สุด เนื่องจากมีประชากรเพียง 3 ล้านคนเท่านั้น โดยเฉพาะตลาดประกันชีวิตที่มีขนาดใหญ่สุดในอาเซียน มีค่าเบี้ยประกันต่อตัว 1.04 แสนบาท ซึ่งตลาดสิงคโปร์ก็เริ่มอิิ่มตัวแล้ว

ขณะที่ไทยค่าเบี้ยต่อหัวอยู่ที่ 9,920 บาท มาเลเซียค่าเบี้ยต่อหัว 1.6 หมื่นบาท อินโดนีเซียค่าเบี้ยต่อหัว 2,400 ล้านบาท ฟิลิปปินส์ค่าเบี้ยต่อหัว 1,700 บาท และเวียดนามค่าเบี้ยต่อหัวต่ำสุดที่ 736 บาท

สำหรับตลาดเอเชียนั้นจะเน้นประกันออมทรัพย์ซะเป็นส่วนใหญ่ เห็นได้จากสัดส่วนเบี้ยประกันชีวิตในเอเชียมีสัดส่วนถึง 70% และเบี้ยวินาศภัย 30% ซึ่งหากไทยทำเบี้ยไปถึง 1 ล้านล้านบาทได้ก็คงมีสััดส่วนเบี้ยเท่ากับเอเชีย ตลาดประกันในไทยจึงยังมีอนาคตอีกมาก และก็เป็นโอกาสของไทยรีด้วย

“เราจะกลับไปสู่การเติบโตปกติ เหมือนก่อนเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมและจะไม่กลับไปแบบเดิมอีก ต่อไปนี้ไทยรีจะไม่สะดุดแล้ว เราจะพยายามบริหารตัวเองไม่ให้เจอกับเหตุการณ์แบบนั้นอีก ซึ่งถ้าจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นกับไทยรีได้อีก ก็คงม่ีแต่โลกแตกหรือประเทศจมน้ำทัั้งหมด” สุรชัย กล่าวอย่างมั่นใจ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน