
ปฏิรูปสื่อ...คือให้สื่อปฏิรูปตัวเอง
หนึ่งในแผนปรองดองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คือการปฏิรูปสื่อ ซึ่งขณะนี้ได้เปลี่ยนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสื่อ จากนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย มาเป็นนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ และเริ่มเดินแผนโดยทันที โดยมอบหมายให้ รศ.ดร.ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเจ้าภาพ
รศ.ดร.ยุบล กล่าวว่า การปฏิรูปสื่อครั้งนี้เป็นการหันกลับมามองวิธีคิด วิธีการทำงานของสื่อใหม่ โดยที่คณะทำงานจะทำการศึกษาเพื่อรวบรวมข้อมูลจากทุกฝ่ายมาสร้างเป็นไกด์ไลน์ที่ทำให้สังคมได้บริหารจัดการสื่ออย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การทำงานครั้งนี้สามารถเริ่มได้ทันที เพราะส่วนหนึ่งคณะนิเทศศาสตร์ได้ทำงานเรื่องนี้มาแล้ว ตั้งแต่ช่วงที่เกิดการชุมนุมและเห็นปัญหาของการทำงานสื่อ ซึ่งการทำงานหลังจากนี้จะรวบรวมความคิดเห็นจากทุกกลุ่มทุกฝ่าย ไม่เฉพาะนักวิชาการและองค์กรวิชาชีพที่ทำงานร่วมกันมาระดับหนึ่งแล้ว
แต่ครั้งนี้จะขยายไปสู่กลุ่มอื่น เช่นผู้ประกอบการ หรือองค์กรสื่อ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค รวมไปถึงสื่อที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาลในขณะนี้ด้วย หรือเรียกได้ว่าเปิดกว้างครอบคลุมทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
“
การทำงานครั้งนี้ต้องเปิดกว้างสำหรับคนทุกฝ่ายทุกกลุ่มอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นสื่อของรัฐหรือฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วม อย่างองค์กรวิชาชีพด้านสื่อ ปัจจุบันมีองค์กรเกิดใหม่จำนวนมาก ก็ต้องดึงเข้ามาร่วม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน เพื่อหาข้อสรุปที่มาจากทุกฝ่ายจริงๆ” รศ.ดร.ยุบล กล่าวการเปิดกว้างให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อทำให้เกิดการยอมรับในกฎ กติกา เดียวกัน และเมื่อมีข้อสรุปทุกคนต้องเคารพในความเห็นนั้น ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถเข้าสู่ประเด็นปัญหา รวมไปถึงแก้ปัญหานี้ได้ร่วมกัน และนำไปสู่วิธีปฏิบัติที่ชัดเจน ทำให้ผู้สื่อข่าวมีระบบการทำงานที่ชัดเจน หรือผู้ที่อยู่ในวิชาชีพนี้ได้รับการปกป้อง ไม่ให้เกิดปัญหาอย่างที่แล้วมา
สำหรับกรอบระยะเวลาในการทำงานยังไม่ชัดเจน แต่จะเริ่มทันที โดยได้แบ่งงานให้กับอาจารย์ในคณะนิเทศศาสตร์และอาจารย์ในส่วนอื่นๆ ที่ได้ทำเรื่องนี้มาด้วยกัน กระจายกันไปประสานงานเป็นกลุ่มย่อยๆ ก่อนนำเสนอเข้าสู่รัฐบาลอีกครั้ง
ในเรื่องเดียวกันนี้ มีเสียงสะท้อนจาก ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท อสมท ได้ให้แง่มุมเกี่ยวกับการปฏิรูปสื่อไว้อย่างน่าสนใจ โดยกล่าวว่า ทุกวันนี้ โดยระบบสื่อเองถือว่าถูกปฏิรูปอยู่แล้ว การปฏิรูปสื่อครั้งนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นการปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาการเมือง
ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมา สื่อมีปัญหาในเรื่องช่องว่างทางกฎหมายเป็นหลัก สื่ออยู่ในสภาพที่ไม่มีกฎ กติกา รวมทั้งองค์กรกำกับดูแล ซึ่งมีแต่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ที่มีอำนาจในการดูแลสื่อทางด้านโทรคมนาคมเป็นหลัก แต่ยังไม่ได้เข้าไปดูแลสื่อด้านวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์มากนัก
นอกจากนี้ ยังมีสื่อใหม่ๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก ทั้งเคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม ที่ยังไม่ได้มีการจัดระบบ ระเบียบ ทั้งในเรื่องการโฆษณา เวลา ซึ่งถ้ามีการดำเนินการตรงนี้ ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับสื่อน่าจะได้รับการแก้ไข
“
ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ต้องยอมรับความจริงว่าเราอยู่ในช่วงตื่นตัวของการมีสื่อใหม่ๆ เกิดขึ้น ขณะที่ยังไม่มีกฎ กติกา ขึ้นมาดูแล หากมีการจัดระเบียบ เพื่อสกรีนกันบ้างน่าจะดี” ดร.สุรพล กล่าวทั้งนี้ ประธานบอร์ด อสมท กล่าวว่า การมีองค์กรกำกับดูแลเป็นเรื่องสำคัญที่จะคอยดูแลสื่อ หรือจะเรียกว่าเป็นองค์กรที่คอยตรวจสอบ ดูแล หรือ มีเดีย มอนิเตอร์ ซึ่งโดยหลักการแล้วเป็นเรื่องที่ต้องมี แต่ขึ้นอยู่กับโจทย์ที่ว่ามีขึ้นเพื่อประโยชน์อะไร สิ่งนี้ต้องคิดให้ตกผลึก
สำหรับ อสมท ในฐานะที่เป็นสื่อของรัฐ โดยพื้นฐานต้องตอบสนองต่อนโยบายของรัฐ ซึ่งในช่วงความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา อสมท ยังคงความน่าเชื่อถือทั้งในแง่ความเป็นสื่อของรัฐ ขณะเดียวกันไม่ก่อให้เกิดความเสียหายในสถานะของความเป็นสื่อสารมวลชนด้วย
“
สื่อของรัฐมีความชอบธรรมที่จะปกป้องรัฐ เพราะฉะนั้นหากใครมาทำลายสถาบันต่างๆ ที่เป็นสถาบันหลักของชาติ เป็นหน้าที่ที่รัฐจะต้องปกป้อง รวมถึงสื่อด้วย เพราะฉะนั้นสื่อต้องทำหน้าที่ในการปกป้องสถาบันหลักของชาติ อันนี้ถือเป็นความชอบธรรม ไม่ใช่การเลือกข้าง” ดร.สุรพล กล่าว






