
ปิดฉากอสังหาฯ ’57 ยอดขายวูบ ลุ้นปีหน้าฟื้น
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
ผู้ประกอบการต่างออกปากว่าเป็นอีกปีที่สาหัส เนื่องจากรายได้และยอดขาย รวมไปถึงการเปิดโครงการใหม่นั้นไม่เป็นไปตามแผน
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส สะท้อนภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้เห็นว่า เมื่อปี 2556 บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ จำนวน 15 บริษัท มียอดขายรวม 2.4 แสนล้านบาท มาในปีนี้ยอดขายรวมลดลงเหลือ 2.1-2.2 แสนล้านบาท เนื่องจากโครงการเปิดใหม่ในปีนี้ลดลง ส่วนใหญ่ยอดรับรู้รายได้หรือโอนโครงการจะสูงกว่ายอดขายในช่วง 9 เดือนแรกของปี
สำหรับในไตรมาสแรกมียอดรับรู้รายได้ 4.2 หมื่นล้านบาท ไตรมาส 2 จำนวน 5.3 หมื่นล้านบาท และไตรมาส 3 จำนวน 6.4 หมื่นล้านบาท ขณะที่ยอดขายในไตรมาสแรก อยู่ที่ 3.8 หมื่นล้านบาท ไตรมาส 2 อยู่ที่ 5.7 หมื่นล้านบาท และไตรมาส 3 จำนวน 7 หมื่นล้านบาท และคาดว่ายอดขายในไตรมาส 4 จะลดลงจากไตรมาส 3 เนื่องจากผู้ประกอบการเน้นการโอนโครงการที่เปิดขายไปก่อนหน้า
ขณะที่บรรดาผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อมั่นในภาพรวมของตลาด วงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต รองประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาธุรกิจ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีตามปกติถือว่าเป็นหน้าขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่จะมีมากขึ้นกว่าช่วงเวลาอื่น แต่ปีนี้บรรยากาศกลับค่อนข้างซบเซา ภาวะตลาดก็ยังไม่ดีขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจในปีหน้าจะฟื้นตัวแบบเปราะบาง เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคนั้นยังไม่กลับคืนมา ปัญหาเดิมยังตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น
ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย ระบุว่า ภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมแม้ว่าจะปรับตัวดีขึ้นหลังจากวิกฤตการเมืองเริ่มชัดเจนขึ้น แต่หลังจากนั้นเศรษฐกิจก็ได้ซบเซาลง ปรับตัวเหมือนเป็นตัวดับบลิว ซึ่งในภาพรวมนั้นยังถือว่ามีความผันผวน
“อสังหาริมทรัพย์ในปีนี้เผชิญกับภาวะเสี่ยงมากที่จะเกิดภาวะล้นตลาด ซึ่งได้เกิดขึ้นบ้างแล้ว โดยเฉพาะในหัวเมืองใหญ่ อย่างเช่น จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานีและหาดใหญ่ เนื่องจากมีผู้ประกอบการจำนวนมากเข้าไปพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมจำนวนมาก ประกอบกับกำลังซื้อไม่ได้มีเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีปัญหาจากราคาข้าวและราคายางพาราที่ยังตกต่ำ” ประทีป กล่าว
ด้านแสนสิริก็ชะลอการลงทุนโครงการใหม่เช่นกัน โดยให้เหตุผลว่ามีโครงการทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียมยังอยู่ระหว่างยื่นรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทำให้บริษัทเปิดตัวโครงการใหม่ได้เพียง 6 โครงการ จากแผนทั้งปีเปิด 19 โครงการ จึงยังเหลืออีก 13 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 2.35 หมื่นล้านบาท ที่จะรอให้ผ่าน
อีไอเอก่อนจึงเปิดขาย
หากไม่สามารถเปิดตัวโครงการใหม่ได้ตามเป้าหมายอาจจะต้องปรับลดเป้ายอดขายในปีนี้ลงจากเดิมตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 3 หมื่นล้านบาท โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาทำยอดขายได้ประมาณ 7,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามในส่วนของยอดรับรู้รายได้ของบริษัท แสนสิริ ยังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 3 หมื่นล้านบาท
วิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาด บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้ารับรู้รายได้ไว้ที่ 2.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้มีการปรับเป้าเพิ่มเป็น 2.2 หมื่นล้านบาท โดยมีแบ็กล็อกที่รอรับรู้รายได้ในปีนี้ 1.1 หมื่นล้านบาท จากทั้งหมด 2.3 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ตามแผนที่วางไว้ช่วงต้นปีนี้ บริษัทจะเปิดตัวโครงการใหม่ 19 โครงการ แบ่งเป็นแนวราบ 13 โครงการ และคอนโดมิเนียม 6 โครงการ แต่ล่าสุดได้เลื่อนเปิดตัวคอนโดมิเนียม 2 โครงการไปปีหน้าแทน คือ แอสปาย ลาดพร้าว 113 จำนวน 266 ยูนิต และไลฟ์ สุขุมวิท 48 จำนวน 613 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 2,290 ล้านบาท เนื่องจากมีการปรับแผนการขายใหม่ และบางโครงการที่เปิดขายมีขนาดใหญ่ขึ้น จึงเลื่อนเปิด 2 โครงการออกไปก่อน
สุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) คาดการณ์ว่า ปี 2558 จะมีคอนโดมิเนียมเปิดขายมากกว่า 5 หมื่นยูนิต หรือมากกว่าปีนี้ประมาณ 20% ในขณะที่ฝั่งของกำลังซื้อก็จะดีขึ้นแต่อาจจะไม่มาก เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่สร้างความกังวล เช่น ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำโดยเฉพาะยางพารา ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่มีผลต่อการส่งออกของไทย รวมทั้งการท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศ เป็นต้น
ในปีหน้าหลายบริษัทกลับไปให้ความสำคัญกับตลาดต่างจังหวัดอีกครั้ง แต่อาจจะมีจำนวนโครงการไม่มากเท่ากับ 3 ปีก่อนหน้านี้ ขณะที่ในกรุงเทพฯ พื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้ายังคงเป็นทำเลยอดนิยมของผู้ประกอบการทั้งหลาย รวมทั้งทำเลตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่กำลังก่อสร้างอยู่ จะช่วยกระตุ้นตลาดที่อยู่อาศัยให้มีการขยายตัวออกไปตามแนวเส้นทางเหล่านั้นมากขึ้น จะเห็นได้ว่าภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีหน้าจะเติบโต แต่เป็นแบบไม่หวือหวา เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่ดีมากนัก ตัวเลขการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศยังมีน้อยการพัฒนาโครงการจึงต้องสอดคล้องกับสภาพตลาด







