posttoday
ไหม…สร้างญี่ปุ่น (9)

ไหม…สร้างญี่ปุ่น (9)

16 ธันวาคม 2557

“ไหม” ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการทูตอีกอย่างหนึ่งที่ญี่ปุ่นนำมาสร้างสัมพันธ์กับต่างประเทศ โดยญี่ปุ่นได้เสนอการสร้างอาชีพ “การเลี้ยงไหม” ให้กับประชาชนสยามเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจสยาม

“ไหม” ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการทูตอีกอย่างหนึ่งที่ญี่ปุ่นนำมาสร้างสัมพันธ์กับต่างประเทศ โดยญี่ปุ่นได้เสนอการสร้างอาชีพ “การเลี้ยงไหม” ให้กับประชาชนสยามเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจสยาม

ในโครงการนี้สยามได้ตกลงจ้างผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงไหมจากญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งเกือบ 10 คน เพื่อพัฒนาสายพันธุ์ไหมที่เหมาะสมซึ่งจะช่วยให้เกิดอุตสาหกรรมไหมขึ้นในสยาม โดยได้ร่วมเปิดศูนย์ทดลองเลี้ยงไหมขึ้นที่โคราช

ถึงตอนนี้...เราคงเริ่มสงสัยกันแล้วนะคะว่า...ญี่ปุ่นนำเรื่องการเลี้ยง “ไหม” มาเป็นตัวสร้างสัมพันธ์ทางการทูตได้อย่างไร?

ญี่ปุ่นคงทบทวนตัวเองกลับไปในอดีตเพื่อจะมองหาจุดแข็งอะไรสักอย่างที่คิดว่าพอจะนำไปใช้เป็นประโยชน์ในกิจการต่างๆ ของประเทศได้          

ในที่สุดญี่ปุ่นก็รู้ว่าจุดแข็งของประเทศมีอยู่อย่างหนึ่ง คือ ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับ “ไหม” คือนับตั้งแต่เลี้ยงไหม ทำด้ายไหม ทอผ้าไหม...พวกเขามีคนมารับซื้อจากต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา ก็คือพวกดัตช์ค่ะ

ถึงจุดนี้ผู้เขียนมองว่า...นี่เป็นตัวอย่างของเรื่อง Strenght ที่ดีมากๆ เมื่อญี่ปุ่นค้นพบตัวเองอย่างได้ชัดเจนว่า...พวกเขาคือพ่อมดแห่ง “ไหม” นี่นา

 ญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญในการเลี้ยงไหมและการทอผ้าไหม ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นวิทยาการที่ได้มาจากจีน แต่เมื่อวิทยาการนี้ตกมาถึงญี่ปุ่นแล้ว ณ ขณะนั้นพวกเขาได้กลายเป็นเจ้าแห่งการเลี้ยงไหมและทอผ้าไหม อาจจะมีประสิทธิผลมากกว่าจีนไปด้วยซ้ำ

การเลี้ยงไหมและการทอผ้าไหมเป็น Strenght ของญี่ปุ่นที่ชัดเจนขึ้นอย่างมากเมื่อตอนปิดประเทศ

แต่หากมององค์ประกอบไปเรื่อง “ไหมญี่ปุ่น” นั้น เราต้องมองถึงตัวประกอบอีกตัวหนึ่งที่ทำให้ “ผ้าไหมญี่ปุ่น” เลื่องลือไปในยุโรปคือพวก “ดัตช์” หรือฮอลันดา หรือเนเธอร์แลนด์ ตอนนี้มีเพิ่มมาอีกชื่อคือ “อัศวินเสื้อสีส้ม” (แหม...หลายชื่อจังฮู้)

เพราะเนื่องมาจากเมื่อญี่ปุ่นปิดประเทศไปราว 250 ปี แต่มีพวกพ่อค้าจากตะวันตกชาติเดียวที่สามารถติดต่อค้าขายกับญี่ปุ่นได้นั้นคือ “ดัตช์”

ดัตช์มาป้วนเปี้ยนแถบตะวันออกของเอเชีย ได้ชวาเป็นเมืองขึ้นแล้วกลายเป็นผู้ช่ำชองในการหาสินค้าแถบนี้ไปปั่นราคาขายในยุโรป กองเรือสินค้า Dutch East India Company (VOC)  ล่องเรือไปๆ มาๆ ค้าขายในหลายคุ้งน้ำตั้งแต่ยุโรป แอฟริกาใต้ อินเดีย สยาม สุมาตรา อันนัม ตังเกี๋ย ไปจนถึงญี่ปุ่น

เส้นทางเดินเรือทางน้ำนำสินค้าเชื่อมการค้ายุโรป-เอเชีย กลายเป็น Silk Route สายใหม่ พ่อค้าหันมาใช้เส้นทางเดินเรือไม่ต้องเดินทางด้วยกองคาราวานบนแผ่นดิน ซึ่งแต่ก่อนนั้นต้องเดินทางด้วยอูฐเลียบขอบทะเลทรายทากลามากัน-แล้วข้ามเทือกเขาคาราโครัม-เทือกเขาฮินดูกูช อันสุดแสนลำบากยากเข็ญ (ผู้เขียนไปมาแล้วค่ะ...เกือบตาย... เดินทางเลียบเหวอยู่ 4 วัน)

ดัตช์และชาติตะวันตกต่างก็เปิดบริษัท East India ใช้ Silk Route ทางน้ำมาตระเวนซื้อสินค้าย่านนี้ไปขายยุโรปกันใหญ่

บริษัท East India ของแต่ละประเทศต่างก็พยายามหาสินค้าให้แปลกต่างไปจากคูแข่ง

สำหรับกองเรือสินค้าของดัตช์มีสินค้าของตัวเองที่กิ๊บเก๋กว่าสินค้าของบริษัท East India ชาติอื่นตรงที่มี “เครื่องเทศ” โดยเฉพาะลูกจันทน์เทศ (ไวอะกร้า) จากสุลาเวสี กับ “ผ้าไหมจากญี่ปุ่น” แล้วก็มีเพชรที่แอฟริกาใต้

นั่นคือ Strenght ของกองเรือสินค้า Dutch East India Company (VOC) ของพวกดัตช์

ส่วน Strenght ของญี่ปุ่นนั้นก็คือการผลิต “ผ้าไหม” นี่แหละค่ะ

(อ่านต่อวันอังคารหน้าค่ะ)

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน