posttoday
กรณี‘ดิ เอทัส-ตึกร้าง’ สู่มาตรฐานรื้อถอนอาคารไทย

กรณี‘ดิ เอทัส-ตึกร้าง’ สู่มาตรฐานรื้อถอนอาคารไทย

16 ธันวาคม 2557

โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์

โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์

ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่คนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์และวิศวกรรมให้ความสนใจกับกรณีโครงการโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ “ดิ เอทัส” มูลค่าโครงการรวมกว่า 3,000 ล้านบาท ในซอยร่วมฤดี ที่สร้างอาคารสูงเกินที่กฎหมายกำหนด คนในชุมชนจึงรวมตัวกัน 24 คนร่วมฟ้องร้อง จนเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2557 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น สั่งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และผู้อำนวยการเขตปทุมวัน ดำเนินการรื้อถอนหรือแก้ไขอาคาร “โรงแรม ดิ เอทัส” ซอยร่วมฤดี ภายใน 60 วัน นับจากวันที่ศาลมีคำตัดสิน

แม้ว่าในวันนี้จะยังไร้ความชัดเจนว่าทางออกของเรื่องนี้จะเป็นเช่นไร แต่ในมุมของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) มองว่ากรณีนี้ควรเป็นกรณีตัวอย่างในหลายประเด็น ทั้งกระบวนการก่อนที่จะเกิดปัญหา ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่การยื่นขออนุญาตก่อสร้าง หากมีความไม่ถูกต้องเกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนนี้ กระบวนการหลังจากนี้ย่อมผิดพลาดไปด้วยเช่นกัน รวมถึงมาตรฐานการรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่ตัดสินจากหน่วยงานรัฐแล้วว่าไม่ถูกต้องประเทศไทยยังให้ความสำคัญน้อยมาก จึงไม่แปลกที่จะยังเห็นอาคารที่เข้าข่ายไม่ถูกต้อง ตึกร้างต่างๆ เปิดให้บริการอยู่เช่นเดิม หรือถูกทิ้งไว้อย่าง
ไร้ประโยชน์

สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายก วสท. กล่าวว่า กรณีโครงการ ดิ เอทัสที่ได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารที่สูงเกินกว่ากฎหมายกำหนดขัดต่อ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ที่มีเขตความกว้างติดถนนสาธารณะไม่ถึง 10 เมตร โดยในส่วนของโรงแรมดิเอทัส บางกอก มีความสูง 24 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 2.8 หมื่นตารางเมตร (ตร.ม.) และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ดิ เอทัส เรสซิเดนซ์ สูง 18 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 2.9 หมื่น ตร.ม. สามารถที่จะรื้อถอนได้ตามหลักวิศวกรรม เพื่อความปลอดภัยในการอยู่อาศัย เพราะในทุกกฎหมายที่ประกาศใช้ล้วนมีเหตุผล โดยเฉพาะกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ในซอยที่มีขนาดเล็ก หากมีตึกสูงจะทำให้มีการสัญจรมาก จนอาจเป็นอุปสรรคต่อการอพยพผู้คน

เอนก ศิริพานิชกร ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา วสท. กล่าวว่า กฎกระทรวง ฉบับที่ 33 ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ระบุว่า ไม่เพียงแต่โครงการ ดิ เอทัสเท่านั้นที่เข้าข่ายต้องรื้ออาคาร แม้แต่อาคารทิ้งร้างในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่เกิดจากพิษเศรษฐกิจ หรือก่อสร้างไม่ถูกต้อง หรือแม้แต่กรณีโครงการของรัฐอย่างตอม่อโฮปเวลล์ ที่มีตอม่อ 532 ต้น ถูกทิ้งร่างมานานกว่า 20 ปี ก็ยังไม่ได้รับการรื้อถอน หรือปรับปรุงให้ตอม่อเหล่านี้ หรือรื้อทิ้งให้พื้นที่บริเวณนี้กลับมาใช้ประโยชน์ได้ โดยจากการทดสอบโครงสร้าง พบว่า เหลือใช้งานได้นำ 120 ต้น ส่วนที่เหลือ 400 ต้นต้องทุบทิ้ง 

สิริวัฒน์ ไชยชนะ เลขาธิการ วสท. กล่าวว่า ปัจจุบันความก้าวหน้าทางวิศวกรรมสามารถรื้อถอนอาคารด้านบนบางส่วน โดยไม่ทำให้อาคารด้านล่างเสียหาย แต่จะต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญและจะต้องปิดใช้อาคาร กรณีเป็นอาคารสูง 20 ชั้น หากรื้อถอนอาคารเหลือ 8 ชั้น ประมาณการคร่าวๆ จะใช้เวลารื้อถอนเฉลี่ยชั้นละ 2 เดือน รวมแล้วประมาณ 2 ปี เพราะจะต้องเริ่มรื้อจากส่วนที่กระทบโครงสร้างน้อยที่สุดก่อน เช่น ผนัง พื้น ฯลฯ ส่วนเสาอาคารที่เป็นงานโครงสร้างจะเป็นส่วนท้ายๆ

อย่างไรก็ตาม มีมุมมองจากคนในแวดวงเศรษฐศาสตร์มองกรณี ดิ เอทัสที่ต่างออกไป ว่าถ้าวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐกิจ การรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว และยังใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ ก็เป็นเรื่องที่สูญเสียทรัพย์สินทางเศรษฐกิจโดยใช่เหตุ เพราะหากรื้ออาคารนี้เหลือ 8 ชั้น ก็จะเหลือแต่พื้นที่ที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้ เพราะชั้นล่างๆ ส่วนใหญ่เป็นชั้นลานจอดรถ แต่หากนิรโทษกรรมให้อาคาร ดิ เอทัสเปิดใช้บริการได้ต่อไป ก็จะเป็นแบบอย่างของการพัฒนาโครงการที่ไม่ถูกต้อง 

ท้ายที่สุด “ดิ เอทัส” จะจบอย่างไร คงต้องจับตาดูความเอาจริงในการบังคับใช้กฎหมายของภาครัฐ และแรงตอบโต้จากฝั่งเอกชนที่ย่อมยืนยันว่าได้รับการรับรองเรื่องความกว้างถนน 10 เมตรจากเจ้าหน้าที่รัฐจนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความผิดทั้งปวง

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน