posttoday
กล้า...พอไหม? ห้ามใจไม่โกง (3)

กล้า...พอไหม? ห้ามใจไม่โกง (3)

14 ธันวาคม 2557

แดน อาเรียลีย์ ศาสตราจารย์สาขาเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยดุ๊ก รัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา

แดน อาเรียลีย์ ศาสตราจารย์สาขาเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยดุ๊ก รัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา เปิดโปงแบบหมดเปลือกว่า อะไรที่ทำให้คนเราแสดงพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์ได้ง่ายขึ้น (ในหนังสือเรื่อง อ่านทะลุความคิด ด้วยจิตวิทยาแห่งการโกง แปลโดย พรเลิศ อิฐฐ์ และวิโรจน์ ภัทรทีปกร สำนักพิมพ์วีเลิร์น) เขาสรุปออกมาได้ 8 ปัจจัยที่ทำให้เราโกงได้ง่ายขึ้น โดยที่ยังสามารถบอกตัวเองว่าเป็นคนซื่อสัตย์พอสมควรได้

1.เราจะโกงมากขึ้น ถ้าสามารถหาเหตุผลดีๆ มารองรับการโกงของเราได้แดน บอกว่า ยิ่งเราหาเหตุผลมารองรับความเห็นแก่ตัวของเราได้มากขึ้นเท่าไร “ระดับความคดโกงที่เรายอมรับได้” จะสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะเราจะสะดวกใจในการทำความผิดและโกงมากขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ คนเรามีแนวโน้มที่จะไม่ซื่อสัตย์มากขึ้น ถ้าผลตอบแทนที่ได้ไม่ใช่เงิน หรือเป็นสิ่งที่ไม่ได้สื่อเป็นตัวเงินอย่างชัดเจน เพราะนั่นทำให้เรามีเหตุผลให้ตัวเราว่า มันแค่สิ่งของเล็กน้อย ไม่ใช่เงินก้อนใหญ่ เหมือนกับที่เราแอบหยิบดินสอ ปากกา ของบริษัทมาใช้ที่บ้าน โดยไม่ได้รู้สึกว่านี่คือการโกง

2.ผลประโยชน์ทับซ้อน ที่มาของการโกง จะมีสักกี่คนที่สามารถรักษา “ความเป็นกลาง” เอาไว้ได้ในเวลาที่เรามี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” แดน บอกว่า ผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การโกงที่ป้องกันได้ยาก และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อเราทุกคนและทุกสถานการณ์ ไม่ว่าคนนั้นจะถูกมองว่าเป็นคนซื่อสัตย์มากขนาดไหน

นอกจากนี้ ยังเป็นที่มาของพฤติกรรมที่ไม่ซื่อสัตย์ที่เราทำลงไปโดยไม่รู้สึกผิดอีกด้วย เช่น การตอบแทนน้ำใจ และความสนิทสนม “เมื่อเราได้รับการช่วยเหลือ หรือได้รับสิ่งของจากใครบางคน เราก็มักรู้สึกติดหนี้คนนั้น ความรู้สึกดังกล่าวจะเข้ามาบิดเบือนมุมมองของเรา และทำให้เรามีแนวโน้มสูงขึ้นที่จะพยายามช่วยเหลือเขาในอนาคต”

3.ยิ่งสร้างสรรค์ ยิ่งเปิดโอกาสโกง!ยิ่งคนเรามีความคิดสร้างสรรค์ได้มากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะโกงได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะความคิดสร้างสรรค์ช่วยให้เราหาเหตุผลดีๆ มารองรับการโกงของเราได้ง่ายขึ้น หรือช่วยให้เรา “ปั้นเรื่อง” มาหลอกตัวเองให้โกง โดยที่คิดว่าตัวเองยังเป็น “คนซื่อมือสะอาด” อยู่เหมือนเดิม

“ความคิดสร้างสรรค์ช่วยให้เราคิดค้นวิธีแปลกใหม่มาแก้ปัญหายากๆ ทำให้เรารู้จักแนวทางใหม่ๆ ในการหลบเลี่ยงกฎระเบียบพร้อมตีความเข้าข้างตัวเองด้วย การใช้ความคิดสร้างสรรค์ช่วยเราสามารถหาข้ออ้างมาทำให้ตัวเองได้ประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง แถมได้เป็นพระเอกตลอดเวลาโดยไม่ต้องรับบทผู้ร้ายเลย”

4.ถ้าได้โกงสักครั้ง ต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องยาก แดน บอกว่า เมื่อเรามองตัวเองว่า “เป็นคนโกง” เราจะเริ่มทำตัว “ไม่ซื่อสัตย์มากขึ้น” นั่นเพราะถ้าเราได้เริ่มต้นโกงครั้งแรก (ซึ่งมันอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ) การโกงครั้งต่อๆ ไปก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกแล้ว คนเราจะโกงเล็กๆ น้อยๆ เพื่อรักษาความเชื่อว่าเราเป็นคนซื่อสัตย์เอาไว้ แต่เมื่อการโกงเล็กๆ น้อยๆ ไต่ขึ้นไปจนถึง “จุดตบะแตก” การโกงเล็กน้อยจะกลายเป็นการโกงแบบถล่มทลาย หรือโกงทุกครั้งที่มีโอกาส เพราะเมื่อเลยจุดตบะแตกไปแล้ว เราจะเริ่มคิดว่า “ช่างมันปะไร ไหนๆ ก็โกงไปแล้ว ขอโกงต่อให้สุดลิ่มทิ่มประตูไปเลยแล้วกัน”

5.โกง...เพราะหมดพลังใจ แดนให้เราสังเกตพฤติกรรมของเราเองว่า ในวันที่เรารู้สึกเคร่งเครียด เรามักจะยอมแพ้ต่อสิ่งเย้ายวนและเลือกกินอาหารที่ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพนัก คนที่เคยพยายามลดน้ำหนักจะรู้ถึงปัจจัยในข้อนี้ได้ดี เพราะในระหว่างลดน้ำหนักเราจะต้องอดใจไม่ให้กินของอร่อยๆ และทุกครั้งที่เราห้ามใจไม่ให้กินตามใจปาก เท่ากับเราใช้พลังใจในการต้านทานสิ่งเย้ายวน จนมันค่อยๆ ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งที่ขีดความสามารถในการต้านทานมันหายไป ที่จุดนั้น เราจะหมดพลังใจ ยอมแพ้และกินทุกอย่างที่ขวางหน้า เหมือนกับการโกง ที่เมื่อใดก็ตามที่เราใช้พลังใจจนร่อยหรอแล้ว ก็อาจทำให้ความซื่อสัตย์ของเราร่อยหรอตามไปด้วย

6.โกงเพื่อเธอ เราจะโกงได้ง่ายขึ้น และอาจจะโกงมากขึ้น ถ้าเป็นการโกงเพื่อคนอื่น แดน พบว่า การทำงานเป็นกลุ่มจะเป็นโอกาสให้คนเราโกงได้ง่ายขึ้น และคนโกงก็จะโกงมากขึ้น เพราะเห็นว่าจะเกิดประโยชน์กับคนที่เขาชื่นชอบและห่วงใย โดยคนที่เห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมงานมากที่สุดกลับมีโอกาสเป็นคนที่ขี้โกงมากที่สุดด้วย

“ผมคิดว่าตอนที่ตัวเราและอีกฝ่ายต่างได้ประโยชน์จากการโกง แรงจูงใจของเราจะมีทั้งความเห็นแก่ตัวและความเสียสละปนกันอยู่ แต่เมื่อผู้อื่นได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ เราก็สามารถโกงได้สะดวกใจมากขึ้น เพราะอ้างได้ว่าทำไปเพื่อคนอื่น”

7.เมื่อคนอื่นโกงได้ ทำไมฉันต้องซื่อสัตย์ แดน เชื่อว่า การคดโกง เป็น “โรคติดต่อ” ซึ่งเราสามารถได้รับเชื้อโรคการโกงเข้ามาในตัวเรา เพียงแค่เข้าไปอยู่ใกล้กับคนที่เป็นโรคนี้ “ความไม่ซื่อสัตย์จะพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เราเห็นใครสักคนคดโกง โดยอนุภาคความคิดโกงขนาดจิ๋วจะเกาะติดอยู่กับตัวเราและค่อยๆ เปลี่ยนให้เรากลายเป็นคนคดโกงไปทีละน้อย พอเราพบเจอพฤติกรรมไร้จริยธรรมครั้งถัดไป ต่อมศีลธรรมของเราจะถูกกัดกร่อนไปอีก ทำให้เรายอมรับพฤติกรรมดังกล่าวได้มากขึ้นเรื่อยๆ”

“ยิ่งถ้าคนคนนั้นบังเอิญเป็นผู้มีอำนาจ เช่น พ่อแม่ เจ้านาย ครู หรือคนที่เราเคารพนับถือ โอกาสที่เราจะไหลตามน้ำก็ยิ่งจะสูงขึ้นไปอีก”

8.วัฒนธรรมที่ส่งเสริมความไม่ซื่อสัตย์ แดน พบว่า ถ้าตัดเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไปแล้ว คนในประเทศไหนๆ ก็มีระดับการโกงที่ไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่ทำให้ระดับการทุจริตคอร์รัปชั่นในแต่ละประเทศจึงแตกต่างกัน คือ วัฒนธรรมที่ส่งเสริมความซื่อสัตย์ในแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน “การโกงบางอย่าง เช่น เลี่ยงภาษี การคบชู้ การดาวน์โหลดซอฟต์แวร์เถื่อน และการขับรถฝ่าไฟแดงตอนถนนว่าง อาจถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายในบางประเทศ แต่บางประเทศกลับมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา หรือถึงขั้นที่สามารถหยิบขึ้นมาโอ้อวดได้เลยด้วยซ้ำ”

4 คาถา ลดความไม่ซื่อสัตย์

หลังจากรู้แล้วว่า อะไรที่ทำให้เรากลายเป็น “คนโกง” ได้ง่ายขึ้น ก็น่าจะช่วยให้เรา “ห้ามใจไม่ให้โกง” ได้ง่ายขึ้นด้วย แต่ก็ต้องยอมรับว่า ปัจจัยบางอย่างก็ยากที่จะต่อสู้กับด้านลบในใจเรา แต่ แดน คงอยากจะบอกพวกเราว่า อย่าเพิ่งท้อใจให้กับความยั่วยวนของการโกง เพราะยังมีอีก 4 ปัจจัยที่จะช่วยลดความไม่ซื่อสัตย์ในใจเราได้

1.สิ่งเตือนใจทางศีลธรรม แม้ว่าเราจะมีโอกาสโกงเล็กๆ น้อยๆ กันได้ แต่เพียงแค่เราระลึกถึงหลักศีลธรรมบางอย่างก็ช่วยเราห้ามใจไม่ให้โกงได้แล้ว ในการทดลองที่เปิดโอกาสให้โกงได้ แดนขอให้กลุ่มหนึ่งนึกถึงบัญญัติ 10 ประการ ที่แม้จะไม่มีใครจำได้ครบทั้ง 10 ข้อ แต่มันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกเขาไม่โกงเลยสักคนเดียว ซึ่งผิดกับอีกกลุ่มที่ไม่ต้องนึกถึงบัญญัติ 10 ประการนี้

นอกจากนี้ แดนยังให้คนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าสาบานต่อหน้าคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งน่าแปลกว่า พวกเขาก็ยึดมั่นในศีลธรรมเช่นเดียวกัน “การทดลองแสดงให้เห็นว่าเราเต็มใจและมีแนวโน้มที่จะโกงน้อยลง เมื่อมีสิ่งตือนใจให้ระลึกถึงมาตรฐานทางศีลธรรม”

สำหรับชาวพุทธ การอาราธนาศีล 5 หรือการระลึกถึงหลักธรรม ก็น่าจะให้ผลที่ไม่ต่างกัน นอกจากนี้ แดน ยังพบว่า ในหลายศาสนาจะมี “สิ่งเตือนใจทางศาสนา” เพื่อกระตุ้นความซื่อสัตย์และศีลธรรม เพราะทุกครั้งที่มองเห็นสิ่งเตือนใจ น่าจะช่วยให้ระลึกถึงหลักคำสอนขึ้นมาได้บ้าง

2.คำปฏิญาณและกฎแห่งเกียรติยศ แดน เล่าว่า มหาวิทยาลัยพรินซ์ตันใช้ระบบเกียรติยศ (Honor Code) อย่างเคร่งครัด นักศึกษาใหม่จะได้รับการปลูกฝังเรื่องกฎแห่งเกียรติยศนี้อย่างเข้มข้น นอกจากนี้ ตลอดเวลาที่เรียนอยู่ในพรินซ์ตัน นักศึกษาจะต้องลงชื่อรับรองกฎแห่งเกียรติยศตรงท้ายรายงานทุกฉบับ “รายงานฉบับนี้เป็นผลงานของข้าพเจ้า ซึ่งเป็นไปตามกฎของมหาวิทยาลัย”

เมื่อแดนทำแบบทดสอบเพื่อดูว่า กฎแห่งเกียรติยศจะช่วยลดพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์ได้หรือไม่ โดยให้นักศึกษากลุ่มหนึ่งลงชื่อรับรอบก่อนเข้าทดสอบ ผลปรากฏว่าไม่มีใครโกงแม้แต่คนเดียว ซึ่งได้ผลแบบเดียวกับที่ทำกับนักศึกษามหาวิทยาลัยเอ็มไอทีและเยล ที่ลงชื่อรับรองกฎแห่งเกียรติยศ (ทั้งๆ ที่สองมหาวิทยาลัยนี้ไม่ได้มีกฎแห่งเกียรติยศเหมือนพรินซ์ตันด้วยซ้ำ)

แต่เมื่อไม่มีการลงชื่อพวกเขาก็โกงไม่ต่างกัน “ดูเหมือนว่าหลักสูตรเข้มข้นว่าด้วยเรื่องจริยธรรมและกฎแห่งเกียรติยศไม่ได้มีอิทธิพลที่ยั่งยืนต่อนักศึกษาพรินซ์ตันเลย

เรื่องนี้ทำให้แดนยอมรับเลยว่า “การสร้างความเปลี่ยนแปลงเรื่องคุณธรรมจริยธรรมให้เกิดขึ้นอย่างถาวรในคนคนหนึ่งนั้นเป็นงานที่โหดหินเอาการเลยทีเดียว แต่ที่ชวนให้ใจชื้นก็เพราะแค่ถูกย้ำเตือนให้ระลึกถึงมาตรฐานทางจริยธรรมบางอย่าง คนเราก็จะประพฤติตนไปในทางซื่อสัตย์มากขึ้นแล้ว”

หากเชื่อในข้อสรุปของแดนก็น่าจะพอเบาใจว่า การที่คนในแต่ละสาขามี “จรรยาบรรณวิชาชีพ” น่าจะช่วยให้ทำอย่างซื่อสัตย์ ลดโอกาสการคดโกงลงไปได้

3.การลงชื่อรับรอง อีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยกระตุกเตือนไม่ให้เราเผลอใจไม่ซื่อสัตย์ คือการลงชื่อรับรอง ซึ่งแดนพบว่าได้ผลดี โดยเฉพาะเมื่อเป็นการรับรองคำปฏิญาณบางอย่าง

นอกจากนี้ จากการทดลองยังทำให้แดนพบอีกว่า การลงชื่อรับรองก่อนการกรอกข้อมูลบางอย่าง เช่น การยื่นภาษี การแจ้งรายการทรัพย์สิน ยังช่วยให้คนเราโกงน้อยลงอีกด้วย เพราะการลงชื่อจะทำหน้าที่เป็นสิ่งเตือนใจให้ทุกคนกรอกข้อมูลตามความเป็นจริง

เรื่องนี้ได้มีการทดลองใช้ในบริษัทประกันภัยรถยนต์แห่งหนึ่ง โดยมีแบบฟอร์มให้ผู้เอาประกันกรอกตัวเลขระยะทางที่ขับรถในปีที่ผ่าน (ตัวเลขน้อยจะทำให้เบี้ยประกันถูกลง) กลุ่มหนึ่งให้ลงชื่อรับรองก่อนกรอกข้อมูล และอีกกลุ่มหนึ่งลงชื่อรับรองหลังจากกรอกข้อมูลแล้ว ผลที่ได้ คือ ค่าเฉลี่ยระยะทางของกลุ่มที่ลงชื่อหลังจากกรอกข้อมูลจะน้อยกว่ากลุ่มที่ลงชื่อรับรองก่อนกรอกข้อมูลประมาณ 15% “เราบอกไม่ได้ว่าพวกเขากรอกข้อมูลตามจริงหรือไม่ แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่าพวกเขา (กลุ่มที่ลงชื่อรับรองก่อนกรอกข้อมูล) โกงน้อยกว่าอีกกลุ่มอย่างมาก”

4.การจับตามอง แดนอ้างถึงการทดลองชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลที่แสดงให้เห็นว่า “แค่รู้สึกว่าถูกจับตามองอยู่ก็ช่วยยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้แล้ว” เพราะพวกเขาแค่แขวนภาพดวงตาจ้องเขม็งไว้ที่บริเวณที่ชงเครื่องดื่ม ซึ่งเขียนป้ายให้ช่วยจ่ายเงินสมทบค่าเครื่องดื่มอย่างซื่อสัตย์ ก็ทำให้เงินสมทบมากกว่าการแขวนภาพดอกไม้ถึง 3 เท่าตัว

ในขณะเดียวกัน แดนยังพบว่า การถูกจับตามองโดยคนที่ไม่รู้จักกันยังช่วยลดพฤติกรรมที่ไม่ซื่อสัตย์ลงได้มาก “โรงเรียนธุรกิจเพิ่มวิชาจริยธรรมทางธุรกิจเข้าไปในหลักสูตร บริษัทต่างๆ ให้พนักงานเข้าสัมมนาเรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพ รัฐบาลมีนโยบายเน้นความโปร่งใสโดยการเปิดข้อมูลให้ประชาชนรับรู้ อย่างไรก็ตาม คนที่เคยสัมผัสกับความไม่ซื่อสัตย์มาบ้างจะรู้ว่าแนวทางดังกล่าวไม่มีทางใช้ได้ผล

“วิธีแก้ปัญหาแบบขอไปทีต้องล้มเหลว เพราะมันไม่ได้คำนึงถึงจิตวิทยาของความไม่ซื่อสัตย์เลย”

เพราะฉะนั้น สุดท้ายแล้ว ถ้าเราห้ามคนอื่นไม่ให้โกงไม่ได้ อย่างน้อยก็ขอให้เข้าใจจิตวิทยาการโกงและห้ามใจเราไม่ให้โกงก็คงพอ

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน