
ธุรกิจต้องฝ่าวิกฤต ด้วยการสร้างแบรนด์
ปัจจุบันธุรกิจไทยเริ่มประสบปัญหาวิกฤตรอบด้าน โดยเฉพาะภาวะกำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มแผ่ว เมื่อผู้บริโภคไม่บริโภค จึงกำลังกลายเป็นวิกฤตยอดขายในปัจจุบัน แต่ทำอย่างไรในท่ามกลางวิกฤตถึงรวยได้ วันนี้ผมได้มาร่วมรับฟังงานสัมมนาที่จัดโดยสมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ หัวข้อ “ทำยังไงให้รวย...ท่ามกลางวิกฤต” โดยอาจารย์สมคิด ลวางกูร มีประเด็นอยากมาถ่ายทอดต่อให้ฟัง
ปัจจุบันธุรกิจไทยเริ่มประสบปัญหาวิกฤตรอบด้าน โดยเฉพาะภาวะกำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มแผ่ว เมื่อผู้บริโภคไม่บริโภค จึงกำลังกลายเป็นวิกฤตยอดขายในปัจจุบัน แต่ทำอย่างไรในท่ามกลางวิกฤตถึงรวยได้
วันนี้ผมได้มาร่วมรับฟังงานสัมมนาที่จัดโดยสมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ หัวข้อ “ทำยังไงให้รวย...ท่ามกลางวิกฤต” โดยอาจารย์สมคิด ลวางกูร
มีประเด็นอยากมาถ่ายทอดต่อให้ฟัง
อาจารย์สมคิด บอกว่า เหตุผลที่ธุรกิจไทยประสบปัญหาเพราะเราไม่มีการสร้างแบรนด์ ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดวิกฤตจากภายนอกประเทศ หรือภายในประเทศ เราก็จะถูกซัดกระหน่ำไปตามแต่วิกฤตเหล่านั้นจะพาไป แต่หากเราสร้างแบรนด์ ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือวิกฤตอะไร เราก็จะโต้คลื่นวิกฤตไปได้ทุกลูก
แบรนด์เป็นสิ่งที่มีค่า แต่สินค้านั้นมีราคาถูก ถ้าเอาแบรนด์ใส่เข้าไป จะขายได้ราคาสูงขึ้น เช่น น้ำต้นทุนไม่ถึง 1 บาท พอเอาแบรนด์ใส่เข้าไปกลายเป็น 70 บาท กาแฟทำไมถึงราคาไม่เท่ากัน กาแฟโบราณขายคนแก่ ขายคนจน แก้วละ 15 บาท อเมซอนคาเฟ่ ขายคนรุ่นใหม่ ใจถึง แก้วละ 60 บาท สตาร์บัคส์ขายไฮโซ แก้วละ 200 บาท กลายเป็นคุณนายไปเลย เพราะแบรนด์ช่วยยกระดับคนใช้ให้ดูดีขึ้นในสายตาคนทั่วไป เราสามารถถือแก้วสตาร์บัคส์ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม ก็ไม่มีใครว่าอะไร
ความสำคัญของแบรนด์ ทำให้สินค้าที่เหมือนกันเกิดความแตกต่าง เพิ่มราคาขึ้น 10 เท่า ขายดีขึ้น 1,000 เท่า ขายได้ยาวนานขึ้น 10–20 ปี ดังนั้นการสร้างแบรนด์จึงไม่ใช่การโฆษณาเท่านั้น
แต่เนื่องจากคนไทยชอบทำธุรกิจโดยการขายสินค้า ขายข้าว ผลไม้ ยาง ขายได้ราคาดีกว่าต้นทุน ราคาสูงขึ้นก็บอกว่าประสบความสำเร็จแล้ว แต่ฝรั่งชอบขายแบรนด์ ทั้งๆ ที่จ้างคนไทยผลิตแท้ๆ แต่กลับนำสินค้าตีตราแบรนด์เหล่านั้นกลับมาขายคนไทยได้ในราคาที่เพิ่มขึ้น 100 เท่า ดังนั้นใครจะรวยกว่ากัน นี่คือวิธีคิดในการทำธุรกิจยุคปัจจุบัน
การตลาดปัจจุบันสู้กันด้วยแบรนด์ แบรนด์ใดดี ครองใจลูกค้าได้ก่อน แบรนด์นั้นรวย นักสร้างแบรนด์ต้องคิดนอกคอก ทำนอกคัมภีร์ ต้องเป็นนักการตลาดสายพันธ์ุใหม่ การนำเอาทฤษฎีที่ทำสำเร็จเมื่อ 50 ปีที่แล้วมาเป็นหลักการในการสร้างแบรนด์จะประสบปัญหา เพราะทุกคนจะยึดคัมภีร์เดียวกันหมด
ดังนั้นถ้าไม่อยากเจ๊ง เวลาทำธุรกิจ ให้ทำตรงข้ามกับทฤษฎีที่เรียนมา เพราะทุกคนที่จะทำตามทฤษฎี แล้วมันจะเหมือนกันทั้งโลก เจอสินค้าเหมือนกัน หลักการตลาดที่เหมือนกัน มันขายไม่ได้ พอแตกต่างแล้วดีกว่า
ในอดีตการทำธุรกิจ มีการแข่งขันต่ำ สร้างสินค้าอะไรก็ขายได้ เพราะเรามีสูตรลับสูตรเด็ด แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้ามาก คนสามารถรู้สูตรเด็ดคุณได้ ภายใน 2 ชั่วโมง แล้วผลิตสินค้าเหมือนคุณออกมาขายแข่ง ถ้าคุณสร้างแบรนด์ไม่เป็น คู่แข่งคุณที่เลียนแบบสินค้าคุณจะขยี้คุณจนตาย มันก๊อบปี้เราแท้ๆ แต่มันสร้างแบรนด์เป็น มันบอกว่าเราก๊อบปี้ ปัจจุบันมันเจ็บปวด เราจะกลายเป็นของปลอม
การทำการตลาดทุกวันนี้ ยากกว่าในอดีต อะไรที่เราทำได้ คู่แข่งก็ทำได้ การจะทำธุรกิจให้ยั่งยืนในปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ที่การคิดค้นผลิตภัณฑ์ ไม่ได้อยู่ที่ความคุ้มค่า ไม่ได้อยู่ที่การบริการที่ดีกว่า แต่อยู่ที่การมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งนั่งอยู่ในใจผู้บริโภค แบรนด์มันติด คนจะวิ่งเข้าหาคุณ
การสร้างแบรนด์ต้องเริ่มจากการหาแก่นของแบรนด์ให้เจอ แล้วมาออกแบบแบรนด์ว่าต้องการให้แบรนด์มีหน้าตาเป็นอย่างไร ประเมินผลแบรนด์ที่ออกแบบเสร็จว่าได้มาตรฐานตามที่เราต้องการสร้างหรือยัง หลังจากนั้นจึงสร้างแบรนด์ ทำให้คนรักและโด่งดังทั้งประเทศ บำรุงรักษาแบรนด์ให้แข็งแกร่ง เติบโตอย่างมีคุณภาพ ให้เข้มแข็ง มีคุณภาพ ทำให้แบรนด์เป็นอมตะ ขายดี เติบโตอย่างต่อเนื่อง ลูกค้าหลงใหลจนขาดไม่ได้
ต้องมีกลยุทธ์ในการแก้สถานการณ์เมื่อแบรนด์เจอวิกฤต ต้องรู้จักการรีแบรนด์ ทำให้แบรนด์ที่มีปัญหากลับมาโด่งดัง และยิ่งใหญ่อีกครั้ง และสุดท้ายการสร้าง CEO ให้เป็นแบรนด์ การเปลี่ยนคนให้เป็นแบรนด์ ใครทำได้ 9 ข้อ รวยพันล้านแน่นอน อาจารย์สมคิด ลวางกูร กล่าวทิ้งทาย







