
ชิป(ไม่)หาย
ถึงแนวคิดเศรษฐกิจดิจิทัลจะเพิ่งได้รับการกระตุ้นอย่างจริงจังเมื่อไม่นานมานี้โดยรัฐบาลบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อหวังให้เศรษฐกิจไทยพุ่งทะยาน และมีโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่เจริญรุดหน้าเหมือนในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ
ถึงแนวคิดเศรษฐกิจดิจิทัลจะเพิ่งได้รับการกระตุ้นอย่างจริงจังเมื่อไม่นานมานี้โดยรัฐบาลบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อหวังให้เศรษฐกิจไทยพุ่งทะยาน และมีโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่เจริญรุดหน้าเหมือนในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ
แต่สำหรับบางเรื่องนั้น บ้านเรากลับแซงหน้ากว่าเขาแบบไม่น่าเชื่อเหมือนกัน อย่างเทคโนโลยีการใช้ชิปการ์ด (Chip card) ที่ใช้ชิปคอมพิวเตอร์ฝังลงบนบัตรเอทีเอ็ม บัตรเดบิต และบัตรเครดิต แทนที่เทคโนโลยีแถบแม่เหล็กเดิมนั้น ธนาคารบางแห่งได้เริ่มใช้กับบัตรเอทีเอ็มและเดบิตกันไปนานแล้ว
แม้จะไม่สะดวกที่กดข้ามตู้ระหว่างธนาคารไม่ได้ แต่ก็มั่นใจว่าสามารถป้องกันสกิมมิ่งโจรกรรมข้อมูลได้ ซึ่งธนาคารบางแห่งพยายามใช้จุดเด่นด้านความปลอดภัยมาโปรโมทเป็นโฆษณาให้
เห็นกัน
ส่วนบัตรเครดิตนั้นไม่ต้องพูดถึง ฝังชิปกันมาตั้งนานแล้ว
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ให้เวลาธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งออกบัตรเอทีเอ็มและเดบิตเป็นบัตรชิปการ์ดอย่างช้าที่สุดตั้งแต่ 1 ม.ค. 2559 เป็นต้นไป
แต่ในสหรัฐที่มีเทคโนโลยีการชำระเงินที่ไฮเทคและหลากหลาย เช่น ระบบชำระผ่านสมาร์ทโฟนอย่างแอปเปิ้ล เพย์ นั้น เพิ่งจะเริ่มตื่นตัวกับการใช้ชิปการ์ดเอาก็ในช่วงปลายปีนี้นี่เอง
ประธานาธิบดี บารัก โอบามา เพิ่งลงนามในคําสั่งให้บัตรเครดิตและบัตรเดบิตที่ออกโดยหน่วยงานภาครัฐในประเทศต้องใช้เทคโนโลยีชิปการ์ดเมื่อเดือน ต.ค.ที่เพิ่งผ่านมา หลังจากที่ชาวบ้านชาวช่องโดยเฉพาะในยุโรปเขาใช้กันมาเป็นปีๆ แล้ว
งานนี้จึงเป็นจุดเริ่มที่ภาคเอกชนร้านค้าอเมริกันซึ่งดื้อแพ่งไม่ยอมลงทุนเทคโนโลยีใหม่กันมานาน ต้องตื่นตัวกันอย่างจริงจัง และเป็นที่คาดว่าระบบชิปการ์ดใหม่ที่ใช้วิธีกดพิน หรือเซ็นชื่อลงบนเครื่อง จะเริ่มใช้กันในอเมริกาในปีหน้า
แหม ใครจะไปคิดว่าเจ้าตลาดเงินพลาสติก ที่ใช้บัตรรูดซื้อของทุกอย่างตั้งแต่กาแฟแก้วเดียวไปจนถึงค่าแท็กซี่ จะเชยขนาดนี้







