
บจ.เจ็บจิ๊บจิ๊บยุโรป
อิเล็กทรอนิกส์ไม่แย่อย่างที่กลัว
เคจีไอมองหุ้นลงเป็นจังหวะซื้อ
โพสต์ทูเดย์
— วิกฤตยุโรปไม่ระคาย บจ. มากนัก หุ้นอิเล็ก ทรอนิกส์ยังน่าสนใจ มั่นใจกำไรเติบโตได้ TUF เชื่ออาหารยังขายได้ดีมาร์เก็ตติง เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์วิกฤตหนี้สินของประเทศในยุโรปต่อบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ของไทย พบว่ามีผลกระทบไม่มากนัก ส่วนหนึ่งเนื่องจาก บจ. มีการปรับตัวกระจายตลาดส่งออกมาก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกันตลาดสหรัฐและในเอเชียยังขยายตัวดี ทำให้ผลประกอบการในปีนี้และปีหน้าสามารถขยายตัวต่อเนื่อง
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการ บริษัท ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) กล่าวว่า บริษัทอาจมีปัญหาบ้างในตลาดยุโรป เนื่องจากเงินยูโรที่อ่อนค่าทำให้ราคาสินค้าปรับสูงขึ้น แต่มองว่าอาหารยังเป็นสินค้าที่คนต้องบริโภค ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีผลกระทบมาก และยังไม่มีแผนการขยายตลาดส่งออกเพิ่มเติม โดยตลาดส่งออกส่วนใหญ่ทั้งตลาดสหรัฐ ญี่ปุ่น ยังมียอดขายที่ดีต่อเนื่อง
สำหรับยอดขายในไตรมาส 2 จะดีขึ้นจากไตรมาสแรก เนื่องจากราคากุ้งในตลาดโลกปรับสูงขึ้นไปแล้ว 1020% จากผลกระทบปัญหาน้ำมันในอ่าวเม็กซิโกรั่ว และราคาปลาทูน่าก็ปรับสูงขึ้นเช่นเดียวกัน เพราะมีการจับปลาได้น้อยลง
“
ตอนนี้เรายังไม่ปรับเป้าหมายยอดขายและกำไรปีนี้ แม้ว่าไตรมาสแรกมีกำไรเติบโตถึง 27% ก็ตาม” นายธีรพงศ์ กล่าวบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) ออกบทวิเคราะห์ถึงผลกระทบจากวิกฤตหนี้ในยุโรปต่อกลุ่มธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ว่า ไม่น่าจะส่งผลกระทบที่รุนแรงมากนักและยังคงแนะนำให้ซื้อหุ้นกลุ่มนี้
ทั้งนี้ จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารของบริษัทในกลุ่มธุรกิจนี้ กลับมีมุมมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในยุโรปกลับทำให้ประเทศมหาอำนาจชะลอการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกไป จากเดิมคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่สนใจลงทุนในหุ้นอิเล็กทรอนิกส์จะต้องระมัดระวังหุ้น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA เนื่องจากมีการขายในยุโรปถึง 30% ของยอดขายทั้งหมด แต่เคจีไอยังคงแนะนำให้ซื้อหุ้นอยู่ เพราะคาดว่าผลประกอบการในไตรมาส 4 น่าจะดี
“
เราเชื่อว่าราคาหุ้นของ DELTA ได้สะท้อนข่าวร้ายต่างๆ ไปบ้างแล้ว จึงปรับคําแนะนําเป็น ‘ซื้อ’ และ ปรับราคาเป็น 24 บาท จาก 23 บาท”ขณะที่ บริษัท แคลคอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ CCET ในการประชุมนักวิเคราะห์มีมุมมองต่อธุรกิจที่ดีขึ้นและมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น และคาดว่ายอดขายในไตรมาส 2 จะสูงกว่าในไตรมาสแรก และไตรมาสที่มีผลงานสูงสุดจะเลื่อนจากไตรมาส 3 ไปไตรมาส 4 ในปี 2553 แนะนํา
“ถือ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายใหม่ที่ 3.44 บาท จาก 3.12บาทบริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส์ (HANA) มองแนวโน้มดีขึ้นจากคําสั่งซื้อที่แน่นอนมากยิ่งขึ้น บริษัทคาดว่าผลงานไตรมาส 2 จะดีขึ้น และจะขึ้นสูงสุดในไตรมาส 3 จึงคงแนะนํา
“ซื้อ” ปรับราคาเป้าหมายเป็น 30 บาท จาก 28.20 บาทด้านตลาดหุ้นไทยวันที่ 8 มิ.ย. ดัชนีปิดที่จุดต่ำสุดของวันที่ 757.41 จุด ลดลง 2.44 จุด หรือ 0.32% มูลค่าการซื้อขาย 16,099 ล้านบาท หลังจากนักลงทุนต่างชาติขายอีก 705 ล้านบาท ส่วนรายย่อยซื้อสุทธิ 623 ล้านบาท
ตลาดหุ้นไทยมีแรงขายในช่วงบ่ายกดดัชนีร่วงสวนทางกับตลาดหุ้นเอเชียที่ส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น แม้ว่าดัชนีดาวโจนส์ยังคงร่วงลงแรง นักลงทุนย้ายการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเข้าทองคำ ทำให้ราคาในตลาดโลกพุ่งขึ้น 23 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และราคาขายทองคำแท่งในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 400 บาทต่อหนึ่งบาททองคำ
ขณะเดียวกันตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงอ่อนไหวกับปัญหาหนี้สินของประเทศในยุโรป แม้ว่าทางประเทศเยอรมนี รวมถึงประเทศในกลุ่มยุโรปต่างประกาศนโยบายออกมาว่าพร้อมจะตัดลดงบประมาณรายจ่าย เพื่อแก้ปัญหาหนี้สิน เพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ โดยยอมรับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลง







