posttoday
ซีไอเอ็มบีไทยโหมปล่อยกู้โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก6พันล.

ซีไอเอ็มบีไทยโหมปล่อยกู้โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก6พันล.

27 พฤศจิกายน 2557

ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ลุยให้กู้โรงไฟฟ้าขนาดเล็กกว่า 6,000 ล้านบาท

ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ลุยให้กู้โรงไฟฟ้าขนาดเล็กกว่า 6,000 ล้านบาท

นายสุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้ให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก หรือ Very Small Power Plant (VSPP) ซึ่งเป็นโครงการพลังงานทดแทนทุกประเภท อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ โครงการโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ โดยมีวงเงินปล่อยกู้รวมกว่า 6,000 ล้านบาทแล้ว

ทั้งนี้ ธนาคารอยู่ระหว่างพิจารณาแผนธุรกิจของลูกค้าที่กำลังทำโครงการพลังงานทดแทนอีกหลายราย คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2,000 ล้านบาท

ล่าสุด ธนาคารได้สนับสนุนสินเชื่อวงเงินกว่า 450 ล้านบาท ให้แก่ บริษัท สุรินทร์ ไบโอ เพาเวอร์ ผู้ประกอบกิจการโรงไฟฟ้าชีวมวลนำเงินไปก่อสร้างโรงผลิตกระแสไฟฟ้าที่ จ.สุรินทร์ เพื่อจำหน่ายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

นายสุภัค กล่าวว่า ธนาคารให้ความสำคัญกับการปล่อยกู้โครงการที่เกี่ยวกับพลังงานมาโดยตลอด โดยเฉพาะพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งในประเทศไทยมีผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและมีโครงการด้านพลังงานทดแทนจำนวนมาก

“ธนาคารมองว่า บริษัท สุรินทร์ ไบโอ เพาเวอร์ มีศักยภาพ ด้วยทีมงานที่มีดี มีความเชี่ยวชาญ และมีเจ้าหน้าที่ด้านต่างๆ ที่ต่างก็มีประสบการณ์เกี่ยวกับโรงไฟฟ้า จึงเชื่อมั่นว่าลูกค้าจะดำเนินโครงการให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้” นายสุภัค กล่าว

สำหรับเงินให้สินเชื่อสุทธิของธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย อยู่ที่ 1.839 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% เมื่อเทียบกับเงินให้สินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2556 นับว่าสินเชื่อโรงไฟฟ้าของธนาคารคิดเป็นสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมที่สูงพอสมควร

ทั้งนี้ ในงวด 9 เดือน ธนาคารมีกำไรสุทธิ 900 ล้านบาท ลดลง 6.3% จากงวดเดียวกันปี 2556 สาเหตุหลักเกิดจากค่าใช้จ่ายการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 16.8% และค่าเผื่อหนี้สูญเพิ่มขึ้น 67.4%

ทางด้านเงินฝากมียอดรวม 1.976 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.7% จากสิ้นปี 2556 ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 6,000 ล้านบาท หรือ 3.3% ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนที่มี 2.5% เป็นผลจากการชะงักตัวของภาวะเศรษฐกิจและการเมืองที่มีผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า

นางเตียว รุ่งวิจิตรกุล กรรมการ บริษัท สุรินทร์ ไบโอ เพาเวอร์ จำกัด เปิดเผยว่าโรงผลิตกระแสไฟฟ้าชีวมวลที่กำลังจะก่อสร้างในจังหวัดสุรินทร์นั้น จะมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้า 9.9 เมกะวัตต์ โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้จะเป็นโรงไฟฟ้าแห่งที่ 11 ของจังหวัดสุรินทร์ โดยโรงไฟฟ้าที่มีในปัจจุบันของจังหวัดสุรินทร์ แบ่งเป็นเชื้อเพลิงแกลบ 2 โรง และโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ อีก 8 รายการ

“สาเหตุที่บริษัทเลือกขอสินเชื่อกับ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เพราะเป็นธนาคารที่มีนโยบายสนับสนุนพัฒนาด้านพลังงานทดแทนรวมทั้งมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านพลังงานทดแทน ที่สำคัญคือ เข้าหาแหล่งทุนได้สะดวกกลุ่มบริษัท สุรินทร์ ไบโอ เพาเวอร์มีแผนจะพัฒนาโครงการด้านพลังงานทดแทนต่อไป ไม่ว่าจะเป็น Solar Farm หรือ โรงไฟฟ้าชีวมวล และมีเป้าหมายทางกลุ่มจะพัฒนาโรงไฟฟ้าให้เป็นโรงไฟฟ้าชุมชน ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม และจะเข้าการบริหาร ISO 14000 ต่อไป” นางเตียว กล่าว

นางเตียว กล่าวว่า ธุรกิจด้านพลังงานเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจเมื่อเปิด AEC ในปี 2558และประเทศไทยจะต้องมีการขยายการลงทุนการค้าเพิ่มมากขึ้น ปริมาณการใช้ไฟฟ้าจะต้องเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งทำให้ กลุ่มสุรินทร์ฯ ลงทุนและขยายธุรกิจด้านพลังงานทดแทนเพื่อตอบสนองความเจริญทางด้านการค้าดังกล่าว

อนึ่ง โรงไฟฟ้าชีวมวล เป็นโรงงานอุตสาหกรรมสีขาว ที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากใช้เชื้อเพลิง จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเช่น แกลบ เศษไม้ปลายไม้เหง้ามันสำปะหลัง ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน ยังมีข้อดีที่ช่วยให้เกษตรกรภายในพื้นที่ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งในการทำการเกษตร เช่น เศษไม้ปลายไม้ เหง้ามันสำปะหลัง ฟางข้าว ให้กลายเป็นสินค้านำมาซึ่งรายได้และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจชุมชนโดยตรง นอกจากนี้ ท้องถิ่นจะได้รับผลประโยชน์ทางด้านภาษี นำมาซึ่งการพัฒนาท้องถิ่น และชุมชนจะได้การดูแลจากกองทุนรอบโรงไฟฟ้า ตามพรบ.ประกอบธุรกิจพลังงานอีกด้วย

ปัจจุบัน บริษัท สุรินทร์ ไบโอ เพาเวอร์ มีโรงไฟฟ้าด้านพลังงานทดแทน 2 ประเภท ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 1 เมกะวัตต์ จำนวน 2 โรงงาน รวม 2 เมกะวัตต์ ผลิตเพื่อจำหน่ายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 9.5 เมกะวัตต์ ที่กำลังจะเกิดขึ้นโดยจะจำหน่ายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่ 8 เมกะวัตต์

ข่าวล่าสุด

น้ำมันขึ้นอีก เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ ปรับเพิ่ม 90 สต. ดีเซล 80 สต.

น้ำมันขึ้นอีก เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ ปรับเพิ่ม 90 สต. ดีเซล 80 สต.