
ติวเข้ม "โวห่วย" แก้เกมค้าปลีกบุกชุมนุม
ยิ่งนับวันค้าปลีกดั้งเดิม หรือโชห่วย ไทยยิ่งได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ ทั้งโมเดิร์นเทรด ร้านอิ่มสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น จึงร่วมกับกรมการค้าภายใน และสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกทุนไทย จัดงานสัมมนา ทำโชห่วยให้รวยอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 24 เพื่อถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการสินค้าและบริการ
ยิ่งนับวันค้าปลีกดั้งเดิม หรือโชห่วย ไทยยิ่งได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ ทั้งโมเดิร์นเทรด ร้านอิ่มสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น จึงร่วมกับกรมการค้าภายใน และสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกทุนไทย จัดงานสัมมนา ทำโชห่วยให้รวยอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 24 เพื่อถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการสินค้าและบริการ
สุวิทย์ กิ่งแก้ว นายกสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกทุนไทย และรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านอิ่มสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น เปิดเผยว่า ปัจจัยที่จะทำให้ร้านค้าปลีกดั้งเดิมที่มีอยู่ร่วม 8 แสนรายทั่วประเทศอยู่รอดได้ ท่ามกลางการแข่งขันธุรกิจค้าปลีก โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อที่แข่งกันขยายสาขาอย่างรุนแรงบริเวณชุมชน ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสต๊อกสินค้า โดยพิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจเป็นหลัก หากเศรษฐกิจไม่ดี ไม่ควรสต๊อกสินค้าจำนวนมาก รวมทั้งต้องจับพฤติกรรมผู้บริโภค รสนิยม และไลฟ์สไตล์ให้ได้ทันท่วงที
ทั้งนี้ ช่องว่างของโชห่วยปัจจุบันนี้ยังมีอีกมาก เพราะแม้ว่าร้านสะดวกซื้อจะขยายสาขาอย่างรวดเร็ว แต่ส่วนใหญ่จะเน้นกลุ่มอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน ขณะที่โชห่วยอาจเข้ามาเติมเต็มช่องว่างกลุ่มสินค้าประเภทของใช้ ปรับปรุงการบริหารจัดการร้าน ต้องเป็นระเบียบ สะอาด ซึ่งปีนี้ร้านโชห่วยมีอัตราเติบโตที่ดีเมื่อเทียบกับโมเดิร์นเทรด เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าใกล้บ้านมากขึ้น
แนวโน้มธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งมูลค่า 1.55 ล้านล้านบาท ปีหน้าคาดว่าจะมีอัตราเติบโตมากกว่า 10% หลังจากปีนี้มีอัตราเติบโตเพียง 35% เท่านั้น ส่วนกำลังซื้อปลายปีนี้คาดว่าจะกลับมาคึกคัก และมั่นใจว่าปีหน้าจะดีกว่าปีนี้แน่นอน
นริศ ธรรมเกื้อกูล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านอิ่มสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น กล่าวว่า การที่โชห่วยจะปรับตัวอยู่รอดและยั่งยืน เทคนิคการบริหารจัดการจะต้องคัดเลือกสินค้าให้ตรงตามความต้องการของผู้ที่อยู่อาศัยในชุมชน โดยต้องศึกษาจากพฤติกรรม เพศ และอายุ
ขณะเดียวกัน การบริหารจัดเรียงสินค้าที่ถูกต้องถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะสินค้ามีวันหมดอายุ หรือกระทั่งการพิจารณาเรื่องขนาดของสินค้าสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ใช้หรือไม่ ขณะที่การสั่งซื้อสินค้าใหม่เข้าร้านต้องดูกระแสการตอบรับของตลาด สินค้ามีกลุ่มเป้าหมายเป็นใคร ผู้สูงอายุหรือเด็ก
ยกตัวอย่างเช่น ทุกวันนี้ร้านเซเว่นฯ เริ่มขายสินค้าขนาดเล็กแล้ว แตกต่างจากโชห่วยสินค้าจะมีขนาดใหญ่กว่า อีกทั้งยังมีสินค้าซ้ำกับโชห่วยเพียง 10% และในส่วนที่ซ้ำกันยังจำหน่ายแพงกว่า เช่น โซดาและเบียร์ การปรับตัวของเราขายสินค้าขนาดเล็กลง เพราะต้องการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ขณะเดียวกันรับกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำกำลังซื้อผู้บริโภคลดลง เช่น กระดาษซับมันขนาด 50 แผ่น แต่ร้านค้าปลีกวัตสันขาย 100 แผ่น เป็นต้น
สำหรับวิธีการตัดสินค้าต้องเลือกสินค้าที่มียอดขายน้อยหรือลูกค้าไม่ต้องการออกไป การจัดเรียงสินค้า ต้องเลือกสินค้าที่สร้างยอดขายดีที่สุด หรือสร้างยอดขายได้ถึง 80% ไว้ภายในร้านสัดส่วน 20% ตามด้วยสินค้าที่สร้างยอดขายรองลงมาสัดส่วน 30% และสินค้ารองลงมาอีก 50% อย่าตัดสินใจที่ทำรายได้น้อยทิ้ง เพราะเป็นสีสันและเพิ่มความหลากหลายให้กับภายในร้าน นอกจากนี้โชห่วยต้องสร้างความสัมพันธ์เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ขาดไม่ได้
สันติชัย สารถวัลย์แพศย์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกถือว่าเป็นส่วนสำคัญในระบบเศรษฐกิจ เพราะปัจจุบันมูลค่าธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งราว 1.55 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ยังมีคนไทยที่ประกอบอาชีพ 6 ล้านคน ทำให้เกิดการจ้างงานคิดเป็นสัดส่วน 16%
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าแม้ว่าเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ค้าปลีกไทยยังคงมีความเข้มแข็งทั้งในประเทศ รวมถึงการขยายธุรกิจบุกอาเซียน ในส่วนของโชห่วยจะต้องเรียนรู้และศึกษาเพิ่มเติม เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่การบริหารต้นทุนถือเป็นสิ่งสำคัญในการลดต้นทุนโดยเฉพาะเรื่องของสต็อกสินค้า ด้านมุมมองสองนักธุรกิจ เพื่อพิชิตตลาดยุคใหม่ สมยศ อรรถสกุลชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีทาเก้นท์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายนมเปรี้ยวบีทาเก้น กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจปีนี้ไม่ดี และกำลังซื้อรากหญ้ายังไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นในปีหน้า สวนทางกับเงินเดือนข้าราชการที่ปรับเพิ่มขึ้น ดังนั้นควรจะรู้ว่าจะเจาะกลุ่มเป้าหมายใดในส่วนของกลุ่มค้าปลีกยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง ทำให้บีทาเก้นต้องปรับตัวเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างค้าปลีกสมัยใหม่กับค้าปลีกดั้งเดิม โดยราคาขายส่งต้นทุนแตกต่างกัน ช่วยให้ร้านค้าปลีกดั้งเดิมอยู่รอดได้และธุรกิจเราก็อยู่รอดเช่นกัน
การทำตลาดต้องสร้างจุดแข็งให้กับสินค้า บีทาเก้นมีความหลากหลายทั้งขนาดและรสชาติที่ปราศจากน้ำตาลหรือน้ำตาลน้อย แตกต่างจากยาคูลย์อย่างชัดเจน แต่หากจะสร้างความยั่งยืนให้กับโชห่วย อันดับแรกต้องมีความรักในธุรกิจ และเข้าใจธุรกิจเสียก่อน การลงทุนต้องพิจารณาจากงบประมาณที่มี ทำแผนตลาดต้องเตรียมแผนสำรอง 3 หรือ 4 รองรับกับเศรษฐกิจที่ผันผวนตลอดเวลา และเดินหน้าตามฝันทางธุรกิจ
ขณะที่กลยุทธ์ของเอ็นโซโก้ วรวุฒิ วาริการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นโซโก้ (ประเทศไทย) ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้าผ่านทางออนไลน์ กล่าวว่า การทำตลาดต้องยึดตัวผู้บริโภคเป็นหลัก ว่าต้องการอะไร เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปทุกวัน การพัฒนาสินค้าออกมาต้องสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ในยุคนี้สินค้าที่จำหน่ายได้ดี หนีไม่พ้นเรื่องความสวยความงามและสุขภาพหากโชห่วยต้องการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ อย่ามองธุรกิจเป็นเรื่องยาก เชื่อว่าปีหน้าเป็นปีทอง เพราะการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ทุกอย่างเปิดเสรี โดยเฉพาะเว็บไซต์ สิ่งที่จะทำให้ประสบความสำเร็จคือ เรื่องของคนทั้งลูกค้าและการบริหารบุคลากรให้รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของธุรกิจ โดยทำธุรกิจ เริ่มจากกลยุทธ์ 4 P ได้แก่ สินค้า( product) ราคา (price) ช่องทางจำหน่าย (place) โปรโมชั่น (promotion)
ดังนั้น หากร้านค้าปลีกดั้งเดิมหัวใจไทยจะอยู่รอดและยั่งยืนได้นั้น สิ่งสำคัญคือ ความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและรู้ถึงความต้องการในชุมชน แม้ว่าจะรบ 100 ครั้งก็ชนะ 100 ครั้งแน่ๆ อย่าเป็นเพียงเถ้าแก่ ซื้อสินค้ามาและขายไปเท่านั้นเป็นพอ







