
แนะเคล็ดลับคว้าชัยในเวียดนาม
เวียดนาม หนึ่งในประเทศปราบเซียนสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่เข้าไปลงทุน
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
เวียดนาม หนึ่งในประเทศปราบเซียนสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่เข้าไปลงทุน มีนักธุรกิจหลายรายที่เข้าไปทำธุรกิจในเวียดนามแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้าน ทำให้ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าไปทำธุรกิจรู้สึกไม่กล้าที่จะเข้าไป ทั้งๆ ที่เวียดนามเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงและเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนไทย
อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวภายในงานเสวนา “รู้ลู่ทางการลงทุนในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กับความสำเร็จจากกูรู” ว่า หอการค้ามีโครงการนำธุรกิจไทยไปลงทุนในเวียดนาม เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจในเวียดนามมาเป็นพี่เลี้ยงให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจในเวียดนาม โดยจะเป็นพี่เลี้ยงเป็นระยะเวลา 2 ปี ให้คำแนะนำช่วยเหลือในแง่มุมต่างๆ โดยกลุ่มนักธุรกิจรายใหม่ที่เข้ามาร่วมโครงการ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจบริการ โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมอาหาร เป็นหลัก
ทั้งนี้ การลงทุนในเวียดนามสิ่งที่นักลงทุนจะต้องระมัดระวัง คือ การเป็นเจ้าของที่ดิน เพราะที่ดินในเวียดนามไม่มีโฉนด ต่างชาติไม่มีสิทธิในการถือครองที่ดิน นอกจากเป็นธุรกิจที่รัฐบาลเวียดนามต้องการ นักลงทุนส่วนใหญ่จะต้องเช่าที่ดินระยะยาว การถือครองที่ดินต่างๆ จึงต้องระมัดระวัง ขณะที่การจดทะเบียนต่างๆ ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย
สนั่น อังอุบลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานโครงการนำธุรกิจไทยไปลงทุนเวียดนาม กล่าวว่า ประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่รัฐบาลมีเสถียรภาพมาก การเข้าไปลงทุนในเวียดนามหากสามารถถือหุ้นได้เอง 100% จะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด และผู้ประกอบการจะต้องมีความพร้อมด้านบุคลากรที่จะไปทำงานในเวียดนามด้วย
หากไม่เข้าใจในเรื่องกฎหมาย วัฒนธรรม จำเป็นต้องศึกษาให้รอบคอบ ซึ่งเวียดนามจะเป็นโครงการนำร่องของหอการค้า จากนั้นจะทำโครงการนี้ในประเทศอื่นๆ ด้วยเช่นเดียวกัน เช่น อินโดนีเซีย พม่า เป็นต้น
สำหรับอุตสาหกรรมที่ควรจะเข้าไปขยายธุรกิจในเวียดนาม ได้แก่ กลุ่มธุรกิจที่ต้องการใช้แรงงานมาก เช่น รองเท้า เครื่องนุ่งห่ม ธุรกิจที่ถูกยกเลิกการได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจีเอสพี เพราะหากยังคงอยู่ในเมืองไทย ความสามารถในการแข่งขันจะลดลง
สมหะทัย พานิชชีวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ วีเอ็น กล่าวว่า การเข้าไปทำธุรกิจในเวียดนามจำเป็นต้องเข้าไปเป็นกลุ่ม ผู้ประกอบการควรจะเข้าไปรวมตัวอยู่ในรูปของสมาคมต่างๆ เพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรอง ตัวอย่างในอมตะเวียดนาม มีนักลงทุนร่วมกันจัดตั้งสมาคมนักลงทุนอยู่ 3 สมาคม เช่น สมาคมนักลงทุนไต้หวัน สมาคมนักลงทุนญี่ปุ่นรายเล็ก และสมาคมนักลงทุนญี่ปุ่นรายใหญ่ เพื่อที่ผู้ประกอบการจะได้แบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกัน เช่น ปีหน้าจะขึ้นค่าจ้างเท่าไหร่ ทำให้ผู้ประกอบการมีข้อมูล ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และร่วมกันแก้ปัญหา ดังนั้นจึงมองว่าการรวมกลุ่มกันของผู้ประกอบการไทยน่าจะเป็นกุญแจไปสู่ความสำเร็จได้
วิโรจน์ วิภาธนาศิริ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซี.พี.เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสนใจเมื่อเข้าไปลงทุนในเวียดนาม คือ ภาษาเวียดนาม ถ้าต้องการไปทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จควรเรียนรู้ภาษาเวียดนาม ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ไม่ยาก และสามารถเรียนรู้ได้ เพราะการสื่อสารเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด แม้คนเวียดนามจะใช้ภาษาอังกฤษได้ดี แต่หากสามารถสื่อสารเป็นภาษาท้องถิ่นได้จะช่วยสร้างความสะดวกในการติดต่อสื่อสารให้มีมากขึ้น
วัฒนธรรม ประเพณี ของคนเวียดนามเป็นอีกเรื่องที่นักลงทุนต้องเรียนรู้ คนเวียดนามเป็นคนขยันใฝ่รู้ หลังเวลาทำงานทุกคนจะไปเรียนหนังสือหาความรู้เพิ่มเติม ทำให้เป็นคนที่มีศักยภาพสูง ขณะเดียวกันต้องเรียนรู้ตลาดเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ และเวียดนามกำลังเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) เพราะตลาดหลักของเวียดนาม คือสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป หากผู้ประกอบการไทยมองหาฐานการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปยังตลาดหลักต่างๆ เวียดนามจะเป็นโอกาสที่ดี
นอกจากนี้ ประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารดีมาก และดีกว่าเมืองไทย การเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตทำได้ดีทั่วประเทศ ดังนั้นผู้ประกอบการที่เข้าไปทำธุรกิจต้องใช้เทคโนโลยีให้มีประโยชน์สูงสุด เพื่อลดต้นทุนด้านต่างๆ







