
อุตสาหกรรมอนาคต
ขออนุญาตแจ้งผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามคอลัมน์ของคุณวิฑูรย์ สิมะโชคดี อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ว่า คงต้องรออ่านข้อคิดดีๆ อีกสักหน่อย เพราะตอนนี้ท่านติดภารกิจในต่างประเทศ ผมจึงต้องอาสาเข้ามาประจำการแทนเป็นการชั่วคราว รสชาติและข้อคิดอาจแตกต่างไปจากที่เคยสัมผัส แต่รับประกันว่าจะยังคงรักษาแง่คิด มุมมองในเรื่องอุตสาหกรรมสีเขียวไว้อย่างเหนียวแน่น
ขออนุญาตแจ้งผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามคอลัมน์ของคุณวิฑูรย์ สิมะโชคดี อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ว่า คงต้องรออ่านข้อคิดดีๆ อีกสักหน่อย เพราะตอนนี้ท่านติดภารกิจในต่างประเทศ ผมจึงต้องอาสาเข้ามาประจำการแทนเป็นการชั่วคราว รสชาติและข้อคิดอาจแตกต่างไปจากที่เคยสัมผัส แต่รับประกันว่าจะยังคงรักษาแง่คิด มุมมองในเรื่องอุตสาหกรรมสีเขียวไว้อย่างเหนียวแน่น
ผมต้องขอคารวะกับวิธีคิดของคุณวิฑูรย์ที่สามารถผลักดันยุทธศาสตร์ในการสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว จนกลายเป็นมาสเตอร์แปลนของกระทรวงอุตสาหกรรมจนถึงปัจจุบัน และผมเข้าใจว่า ถูกบรรจุไว้ในแผนแม่บทระยะยาวของกระทรวงไปแล้ว
นี่ไม่ใช่การอวยหรือยกยอปอปั้นกัน แต่มันคือความจริงที่ข้าราชการคนหนึ่งได้ปลุกวิธีคิดของผู้ใต้บังคับบัญชา และภาคอุตสาหกรรมให้ตระหนักถึงการสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในการพัฒนาประเทศ
หากพูดว่า “อุตสาหกรรมสีเขียว” ไม่ใช่ “อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” แล้วจะเรียกอุตสาหกรรมประเภทไหนเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อุตสาหกรรมสีเขียวจึงกลายเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่สังคมยอมรับทั้งภายในและต่างประเทศ นอกจากจะลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ลดการสร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ สร้างงานและสร้างความสุขให้กับคนในประเทศได้
ผู้ประกอบการที่ยึดมั่นในการประกอบกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และประกอบกิจการด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมคือผู้ที่คนไทยควรสนับสนุนฉันใด คนที่จุดประกายให้มีมาตรฐานและสร้างการยอมรับให้เกิดขึ้นย่อมมิใช่ผู้ที่ปิดทองหลังพระ
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ทำไมต้องขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจสีเขียว
คำตอบสำคัญอาจเป็นเพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมี ความเข้มแข็ง
แต่ผลข้างเคียงนั้นมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะช่วยลดการใช้และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สามารถตอบสนองกระแสการผลิตและพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป
สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาด เป็นที่ยอมรับของสังคมและสิ่งแวดล้อม
ที่สำคัญกว่านั้นคือช่วยให้ผู้ประกอบการลดต้นทุนการผลิตได้ในระยะยาว
แน่นอนว่า นั่นคือการสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร
พลวัตของโลกใหม่ในปัจจุบันนั้น มีการรวมตัวกันของตลาดที่มีการกระจายตัวในแต่ละพื้นที่มาเป็นตลาดกลาง และมีการร่วมมือกันระหว่างนานาประเทศในด้านการผลิต บริการ และการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เกิดการสร้างมาตรฐานของโลกซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง และมุ่งเน้นการรักษาสิ่งแวดล้อมของโลกร่วมกัน
ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีอนาคตจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามบริบทใหม่ของโลก
นั่นคือ การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมใดๆ จะต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยการพัฒนากระบวนการผลิตจะคำนึงถึงสภาพแวดล้อมและความสะอาด (Environmental FriendlyGreen and Clean)
ปรากฏการณ์เหล่านี้เห็นได้ชัดจากที่ทุกประเทศต่างพยายามผลักดันให้มีการสร้างสังคมและอุตสาหกรรมที่มีปริมาณการปล่อยคาร์บอนต่ำ การสร้างสังคมที่มีความพร้อมในการรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม
กระแสการเปลี่ยนแปลงในบริบทใหม่ ที่สินค้าและบริการสามารถเคลื่อนย้ายได้โดยอิสระ และไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงขอบเขตของประเทศนั้นได้ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการต่างๆ ในแต่ละประเทศมีความคล้ายคลึงกัน และเป็นมาตรฐานที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น
ดังนั้น แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยจะส่งเสริม ให้เกิดการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทยสู่สากล ภายใต้กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วย ผิดไปจากนี้รับรองว่ามีโอกาสตกขบวน







