
ค้าไทย-อินโดรุ่งเชื่อปีหน้าโตบวกลุ้นตั้งทีมผลักดัน
ทูตอินโดมองการค้าไทยอินโดปีหน้าโงหัว หวังตั้งคณะกรรมาธิการการค้าร่วมเอื้อบรรยากาศธุรกิจ
ทูตอินโดมองการค้าไทยอินโดปีหน้าโงหัว หวังตั้งคณะกรรมาธิการการค้าร่วมเอื้อบรรยากาศธุรกิจ
นายลุตฟี ราอุฟ เอกอัครราชทูตอินโดนีเซีย ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2557(ม.ค.-ส.ค. 2557) มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยอินโดนีเซียจะเติบโตลดลงถึง 16.61% เมื่อเทียบกับปี 2556 แต่เชื่อว่าในปี 2558 มูลค่าการค้าระหว่างไทยและอินโดนีเซียจะสามารถเติบโตกลับมาสู่แดนบวกได้
ทั้งนี้ ในปี 2557 มีหลายปัจจัยที่กระทบต่อการค้าระหว่างไทยและอินโดนีเซีย อาทิ การชะลอตัวของภาคเศรษฐกิจอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นปีแห่งการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการจับจ่ายใช้สอยและการสั่งซื้อสินค้า ขณะเดียวกันสถานการณ์การเมืองภายในของไทยก็มีความเปลี่ยนแปลงส่งผลต่อเศรษฐกิจในระยะหนึ่ง
“แต่ปีหน้าเราต้องมองแง่บวกเอาไว้ก่อน เพราะเราเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นหลายอย่าง ภาคธุรกิจต่างๆ ในอินโดนีเซียก็มีแนวโน้มดีขึ้น สัญญาณเศรษฐกิจและธุรกิจในไทยปีหน้าก็ดีขึ้นเช่นกัน” นายลุตฟี กล่าว
สำหรับสิ่งที่จำเป็นต้องดำเนินการเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายดังกล่าว คือการใช้กรอบความร่วมมือที่มีอยู่ในการผลักดันการค้าที่ผ่านมาไทยและอินโดนีเซียได้ลงนามข้อตกลงการค้าระหว่างกันตั้งแต่ปี 2554 ตอนนี้จึงควรใช้กรอบดังกล่าวทำให้เกิดคณะกรรมาธิการร่วม เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคตที่ช่วยให้การค้าระหว่างไทยและอินโดนีเซียสูงขึ้น
นายราอุฟ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ นายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ยังไม่ได้ให้นโยบายใดแก่สถานเอกอัครราชทูตเป็นการเฉพาะ อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีได้กล่าวไว้เมื่อเร็วๆ นี้ว่า อินโดนีเซียภายใต้การบริหารของเขาจะเป็นยุคที่เปิดกว้างสำหรับภาคธุรกิจ สะท้อนว่าอินโดนีเซียพร้อมเดินหน้าความร่วมมือด้านการค้าและเศรษฐกิจกับประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง สำหรับไทยและอินโดนีเซียก็น่าจะหาความร่วมมือที่เป็นประโยชน์แก่ทั้งสองประเทศ
ปัจจุบันอินโดนีเซียกำลังพยายามส่งเสริมการพัฒนาเส้นทางการค้าทางทะเล เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีภูมิประเทศเป็นหมู่เกาะ
ข้อมูลจากสำนักพัฒนาตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและเอเชีย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและอินโดนีเซียในปี 2556 อยู่ที่ 1.89 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 1.13 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ







