
บริษัททวงหนี้ตีปี๊บโต10%
การเมืองส่งผลผิดนัดชำระอื้อ เล็งขอซื้อพอร์ตแบงก์ยกกระบิ
โพสต์ทูเดย์
— บริษัทติตตามหนี้พุงกาง ม็อบแดงทำหนี้เน่าธนาคารครึ่งปีหลังเพิ่ม สุดท้ายตัดขายทิ้งนายประชา ชัยสุวรรณ ประธานชมรมผู้ติดตามหนี้ที่เป็นธรรม และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เชฎฐ์คอลเลคชั่น แมนเนจเมนท์ เปิดเผยว่า ผลจากการชุมนุมทางการเมืองทำให้เกิดลูกหนี้ผิดนัดชำระรายใหม่เพิ่มขึ้น และที่ผ่านมาได้มีลูกหนี้ที่ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้วชะลอการชำระหนี้ออกไป หรือขอลดวงเงินการผ่อนชำระหนี้เพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขยังไม่ชัดเจนว่าปริมาณเพิ่มขึ้นเท่าไหร่และคาดว่าจะมีลูกหนี้รายใหม่เกิดขึ้น ซึ่งแนวทางการช่วยเหลือถ้าลูกหนี้จะมีการผ่อนปรนการชำระหนี้หรือให้ชะลอการจ่ายออกไปก่อนโดยไม่ถือว่าผิดสัญญา
“
แนวโน้มเพิ่มขึ้นแน่นอน ซึ่งจะเห็นชัดว่าลูกหนี้มีปัญหาในช่วงหลังจากนี้ประมาณ 23 เดือน เพราะว่า ขณะนี้เริ่มค้างชำระหนี้แล้ว” นาย ประชา กล่าวสำหรับสถานการณ์ภาพรวมการติดตามหนี้ในครึ่งปีหลัง คาดว่าจะมีอัตราการติดตามหนี้ได้เพิ่มขึ้น หรือมีอัตราการเติบโตธุรกิจการติดตามหนี้โตไม่ต่ำกว่า 10% สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่กลับมาฟื้นตัวดีขึ้นและปัญหาการว่างงานลดลง ประกอบกับปัจจุบันสถาบันการเงินหลายแห่งมีนโยบายจะขายหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ออกมาเร็วมากขึ้น
นายประชา กล่าวว่า หากสถาบันการเงินติดตามหนี้ไม่ได้ภายใน 612 เดือนแล้ว ก็มีโอกาสที่จะได้เงินคืนน้อยลงและต้องดำเนินการฟ้องร้อง ยิ่งทำให้มีต้นทุนการติดตามหนี้สูงขึ้น ดังนั้นสถาบันการเงินจะตัดขายบัญชีลูกหนี้ออกมาจะได้ราคาดีกว่า และเอาเงินทุนหรือบุคลากรไปขยายสินเชื่อหรือทำธุรกิจอื่นจะคุ้มค่ากว่า และทำให้บัญชีการเงินดูดี เพราะไม่ต้องเป็นภาระการตัดสำรองหนี้ และตั้งเป็นดอกเบี้ยค้างรับ
ล่าสุดบริษัทเข้าซื้อพอร์ตลูกหนี้จากบริษัทลีสซิงรถยนต์แห่งหนึ่งมูลค่า 4,000 ล้านบาท รวมทั้งรอโอกาสที่สถาบันการเงินจะทยอยขายพอร์ตลูกหนี้ออกมา ซึ่งคาดว่าแนวโน้มสถาบันการเงินจะขยายพอร์ต ลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มากขึ้น
โดยส่วนใหญ่พอร์ตลูกหนี้ที่มีปัญหาไม่เกิน 2 ปีก็ควรที่จะขายออกมาให้บริษัทบิรากรสินทรัพย์หรือบริษัทติดตามหนี้ เพราะยังได้ราคาดี จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ในไตรมาสแรกของปี 2553 ผู้ถือบัตรเครดิตมียอดค้างชำระเกิน 3 เดือนขึ้นไป (เอ็นพีแอล) ทั้งสิ้น 5,285 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 242 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เฉพาะส่วนของธนาคารพาณิชย์มียอดเอ็นพีแอลในสินเชื่อบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น 609 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 27.78% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน
ขณะที่บริษัทประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นันแบงก์) และสาขาธนาคารต่างชาติ กลับมียอดลดลง 326 ล้านบาท หรือลดลง 15.93% และ 42 ล้านบาท หรือลดลง 5.21% ตามลำดับ







