
ต้นทุนพุ่งทำรายย่อยจีนอ่วม
ชี้นโยบายผ่อนคลายของรัฐยังไม่พอแก้ปัญหาดอกเบี้ยธนาคารสูงเกินไป
ชี้นโยบายผ่อนคลายของรัฐยังไม่พอแก้ปัญหาดอกเบี้ยธนาคารสูงเกินไป
ผู้เชี่ยวชาญเผยต้นทุนเอสเอ็มอีน่าวิตก เร่งรัฐปฏิรูปนโยบายทางการเงิน
หยูหย่งติง อดีตประธานสมาคมเศรษฐกิจโลกของจีน และผู้อำนวยการสถาบันเศรษฐศาสตร์โลกและการเมือง จากสถาบันสังคมศาสตร์ของจีน แสดงทัศนะกึ่งวิเคราะห์ว่า เนื่องจากต้นทุนของธุรกิจปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ นโยบายการผ่อนคลายทางการเงิน โดยกู้ยืมสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำเริ่มไม่เพียงพอที่จะช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี)
ในช่วงต้นปีนี้สภารัฐมนตรีของจีนได้ปรับลดค่าใช้จ่ายด้านเงินทุนสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจรายย่อย ซึ่งมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศเป็นอย่างมาก โดยทางธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ได้ใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน ซึ่งหมายรวมถึงการกระตุ้นให้บรรดาธนาคารปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีมากขึ้น และพีบีโอซีเองก็ปล่อยเงินกู้โดยตรงให้กับธนาคารที่มีสินเชื่อสำหรับโครงการก่อสร้างอาคารสงเคราะห์
อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการลดต้นทุนครั้งนี้มีผลน้อยมาก อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของธนาคารสำหรับธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับด้านการเงินยังสูงเกือบแตะ 7% เลยทีเดียว ในขณะที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศกลับปรับลดเหลือเพียง 7.3% ในไตรมาสนี้
ปัจจัยส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้ต้นทุนของเอสเอ็มอีทะยานสูงขึ้น ได้แก่ การเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอตัว มาตรการที่เข้มงวด รวมถึงหนี้สินที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ธนาคารมีความต้านทานต่อความเสี่ยงที่ต่ำลง ส่งผลให้ธนาคารเรียกเก็บค่าชดเชยความเสี่ยงออกมาเป็นอัตราดอกเบี้ยส่วนเพิ่มจากลูกค้าสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งนอกจากจะจัดหาหลักประกันให้แล้ว ยังต้องหาบุคคลที่สามมาค้ำประกันการกู้เงินอีกด้วย
นอกจากนี้ หลายๆ ธนาคารยังจัดสรรส่วนแบ่งการปล่อยสินเชื่อตามอำเภอใจ และส่วนใหญ่ก็ลดสัดส่วนการให้กู้สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กจึงเผชิญกับความยากลำบากในการขอกู้เงินมากขึ้น พร้อมกันนั้นก็มีแนวโน้มว่าจะหันไปใช้บริการจากธนาคารนอกระบบ หรือธนาคารเงาที่ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎระเบียบของพีบีโอซี
หยูหย่งติง ได้ให้คำแนะนำว่าธนาคารต่างๆ ควรปรับลดค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนให้กับรายย่อย ให้สอดคล้องไปกับความพยายามปฏิรูประบบเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งทำได้โดยปรับเปลี่ยนไปใช้นโยบายทางการเงินที่ผสมผสานการปฏิรูปทางการเงินซึ่งถูกออกแบบมาอย่างเหมาะสม







