posttoday
สสว.ปั้นรายกลาง1.3แสนราย

สสว.ปั้นรายกลาง1.3แสนราย

10 พฤศจิกายน 2557

หวังกลุ่มศักยภาพสูงดันเศรษฐกิจเติบโตมุ่งใช้เพื่อนบ้านสร้างเครือข่ายการผลิต

หวังกลุ่มศักยภาพสูงดันเศรษฐกิจเติบโตมุ่งใช้เพื่อนบ้านสร้างเครือข่ายการผลิต

สสว.เร่งปั้นเอสเอ็มอีรายกลาง 1.3 แสนราย เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทย

น.ส.วิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2558 ที่ สสว.ได้รับงบ 726.7 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมเอสเอ็มอีในระยะเร่งด่วน คาดว่าจะช่วยผลักดันให้มีธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดกลางเกิดขึ้นใหม่ในประเทศให้ได้ 1.3 แสนราย ซึ่งถือเป็นจำนวนที่เหมาะสมกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จากปัจจุบันมีเอสเอ็มอีขนาดกลาง 1.3 หมื่นราย

ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งประเทศ 2.7 ล้านราย ส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีขนาดเล็กมากที่สุด ดังนั้นจึงต้องส่งเสริมและผลักดันให้เอสเอ็มอีรายเล็กมีการขยายขนาดธุรกิจไปสู่ขนาดกลางมากขึ้น เพราะเอสเอ็มอีขนาดกลางมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นกลุ่มที่มีการจ้างแรงงานราคาแพง สร้างนวัตกรรมใหม่ และเป็นกลุ่มผู้ส่งออกรายสำคัญในอนาคต

สำหรับมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของเอสเอ็มอีไทย ในปัจจุบันอยู่ที่ 4.45 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 37.4% ของจีดีพีประเทศ มีการจ้างงานรวม 11.4 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนการจ้างงาน 81% ของการจ้างงานทั้งประเทศ และในปีหน้าคาดว่าสัดส่วนจีดีพีของเอสเอ็มอีไทยจะเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลใหม่จำนวน 5 หมื่นราย

ขณะที่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ประเมินว่าเอสเอ็มอีไทยมีข้อได้เปรียบกับเอสเอ็มอีในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งด้านทักษะฝีมือแรงงานสูงกว่าประเทศอื่นในอาเซียน กลุ่มภาคบริการ ที่คนไทยมีจิตใจในการให้บริการ กลุ่มสินค้าภูมิปัญญาไทย รวม ที่มีความโดดเด่นรวมทั้งเอสเอ็มอีไทยควรใช้จุดแข็งของประเทศเพื่อนบ้านที่มีทรัพยากรที่สมบูรณ์มาต่อยอดธุรกิจไทยได้ในอนาคต เพื่อสร้างเครือข่ายการผลิต

อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีไทยมีข้อเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งความสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนต่ำ การขาดเทคโนโลยีสมัยใหม่มาผลิตสินค้า การขาดวิจัยและพัฒนาสินค้า ขาดทักษะในการบริหารงานสมัยใหม่ มีปัญหาเรื่องสื่อสารภาษาต่างประเทศที่จำกัดเฉพาะกลุ่ม การเข้าถึงข้อมูลและการขอรับข้อมูลจากภาครัฐยังอยู่ในระดับที่น้อยอยู่

“ผลจากการศึกษาและการหารือร่วมกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าแนวโน้มธุรกิจเอสเอ็มอีที่จะไปได้ดีในอาเซียนคือ กลุ่มสินค้าอาหาร สินค้าตกแต่งบ้าน ท่องเที่ยว และบริการสุขภาพ” น.ส.วิมลกานต์ กล่าว

สสว.ย้ำยุบกองทุนตั้งตัว 1,300 ลบ. นำมาใช้ส่งเสริมเอสเอ็มอี 2 กลุ่ม กลุ่มโตสูง และกลุ่มที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ตามแผนงานเดิม

น.ส.วิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ยกเลิกโครงการบ่มเพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ให้มีศักยภาพในการประกอบธุรกิจ หรือกองทุนตั้งตัวได้ วงเงิน 1,300 ล้านบาท ของ สสว. นั้น สสว. จะนำงบประมาณไปดำเนินการส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีตามแผนปีงบประมาณ 25582559

“ครม.ได้ให้ยกเลิกกองทุนตั้งตัวได้นั้น เพราะมีงบประมาณ 5,000 ล้านบาท ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่มีอยู่จำนวนมาก และยังไม่ได้นำมาใช้ ดังนั้น สสว. จึงสามารถนำงบประมาณในส่วนของ สสว. ที่มีอยู่อีก 1,300 ล้านบาท มาส่งเสริมเอสเอ็มอีได้ตามแผนงานเดิมที่วางไว้ เน้น 2 กลุ่มหลัก” น.ส.วิมลกานต์ กล่าว

สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ สสว.จะมุ่งส่งเสริมในปี 2558 ประกอบด้วย 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่เติบโตสูงของประเทศไทย ซึ่งพิจารณาจากมูลค่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของเอสเอ็มอี ทั้งการจ้างงาน รายได้และผลประกอบการ นโยบายของภาครัฐ ซึ่งมีจำนวน 12 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มธุรกิจก่อสร้าง กลุ่มธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มธุรกิจยานยนต์และชิ้นส่วน กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มธุรกิจการบริการด้านการศึกษา กลุ่มธุรกิจด้านพลังงาน

กลุ่มธุรกิจภาคเกษตรกรรม กลุ่มธุรกิจสมุนไพรและเครื่องสำอาง กลุ่มธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์ กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว กลุ่มธุรกิจการบริการด้านสุขภาพ และกลุ่มธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

2.กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีสาขาที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งพิจารณาจากมูลค่าการส่งออกนำเข้า จำนวนเอสเอ็มอี และจำนวนแรงงาน มีจำนวน 7 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง กลุ่มอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์พลาสติก กลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม กลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ และกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง

อย่างไรก็ตาม ในปี 2558 สสว.มีงบประมาณช่วยเหลือเอสเอ็มอีระยะเร่งด่วนรวม 726.7 ล้านบาท เป็นไปตามแผนงานส่งเสริมเอสเอ็มอีฉบับที่ 3 ระหว่างปี 2558-2559 โดยจะส่งเสริมช่วยเหลือเอสเอ็มอีเฉพาะกลุ่มให้สอดคล้องกับศักยภาพ ปัญหาและความต้องการ ซึ่งพิจารณาจากสาขาธุรกิจที่สร้างประโยชน์และรายได้ให้ประเทศ ใช้วัตถุดิบในประเทศ มีศักยภาพแข่งขันมีโอกาสในอนาคต รวมถึงสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน