posttoday
เงินรัฐบาลกำลังหมุนไป

เงินรัฐบาลกำลังหมุนไป

07 มิถุนายน 2553

โพสต์ทูเดย์ — เงินไทยเข้มแข็งกำลังหมุนไปรัฐยังเดินหน้าดูดเงินจากสถาบันการเงิน ล่าสุดกรุงไทยกวาดเงินกู้ชุดใหญ่ 4 หมื่นล้าน

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า การกู้เงินโครงการไทยเข้มแข็ง 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นการกู้ครั้งละ 4 หมื่นล้านบาทนั้น ในส่วนของ 4 หมื่นล้านบาทแรก ธนาคารกรุงไทยเป็นผู้ชนะการประมูลไปทั้งก้อนในวงเงินร่วม 4 หมื่นล้านบาท โดยเสนออัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.32% ต่อปี

“ดอกเบี้ยดังกล่าวถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำลงกว่าเงินกู้เดิมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าสภาพคล่องของธนาคารมีมาก และสะท้อนว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยังไม่น่าปรับตัวขึ้น” นายจักรกฤศฏิ์ กล่าว

สำหรับเงินกู้อีก 4 หมื่นล้านบาท จะมีการเปิดประมูลหลังจากใช้เงินในส่วนที่กู้มาใกล้หมดก่อน ซึ่งตอนนี้เงินกู้ไทยเข้มแข็งที่กู้มาก่อนหน้านี้แล้วทั้งสิ้น 9 หมื่นล้านบาท มีการเบิกจ่ายใกล้จะหมดแล้ว ทำให้ต้องกู้ก้อนใหม่ เพื่อรอไว้ให้การเบิกจ่ายของรัฐสามารถทำได้ต่อเนื่อง และการกู้เงินของรัฐบาลนั้นจะดูตามการเบิกจ่ายจริงจะไม่กู้เงินมากองไว้ทำให้เสียต้นทุน

ขณะนี้การเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็งตอนนี้เร็วขึ้นมาก โดยยอดการเบิกจ่ายล่าสุด 1.5 แสนล้านบาท จากสัปดาห์ก่อนหน้าที่อยู่ที่ 1.4 แสนล้านบาท ภายในประมาณ 10 วัน มีการเบิกจ่ายถึง 1 หมื่นล้านบาท

“การเบิกจ่ายจะเร็วขึ้นเรื่อยๆ เพราะการทำงานโครงการที่เซ็นสัญญาไปแล้วได้ดำเนินการเสร็จ ทั้งถนน แหล่งน้ำ ทำให้มีการวางบิลเบิกจ่ายเงินทั้งหมดของโครงการ” นายจักรกฤศฏิ์ กล่าว

ผู้อำนวยการ สบน. ชี้แจงว่า การเบิกจ่ายเงินกู้โครงการไทยเข้มแข็งจากการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 4 แสนล้านบาท คาดว่าจะเบิกจ่ายใช้ได้หมดภายในปีนี้ประมาณ 80% ส่วนที่เหลือจะเป็นงบผูกพันในโครงการที่ล่าช้า เช่น โครงการของสาธารณสุข หรือโครงการศึกษา จะมีการเบิกจ่ายข้ามปีออกไป

สำหรับแนวโน้มหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้น แต่จะไม่ขึ้นมากอย่างที่ประมาณการไว้ เพราะการกู้เงินจากการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) 4 แสนล้านบาท ไม่มีการดำเนินการแล้ว และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในช่วง 2 ไตรมาส ที่ผ่านมา ขยายตัวกว่าที่คาดไว้ทำให้หนี้ลดลง

ดังนั้น ตอนนี้ต้องดูผลกระทบจากการชุมนุมภายในประเทศ และปัญหาเศรษฐกิจของยุโรปจะมีผลทำให้เศรษฐกิจขยายตัวลดลงอย่างไร หากไม่มีผลกระทบรุนแรงจีดีพีของประเทศน่าจะโตต่อไป และทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 42% ของจีดีพี ไม่เพิ่มขึ้นมาก และการเพิ่มขึ้นจะไม่เกิน 60% ต่อจีดีพี ที่มีการประเมินไว้ก่อนหน้านี้

สำหรับการดำเนินงานด้านงบประมาณของรัฐบาลนั้น นายจักรกฤศฏิ์ กล่าวว่า รัฐบาลยังต้องทำงบประมาณขาดดุลออกไปอีก 23 ปี เพื่อรองรับโครงการไทยเข้มแข็งที่ได้อนุมัติแล้ว 1.16 ล้านล้านบาท จะต้องเดินหน้าต่อ โดยจะมีเงินจากการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เงินจากงบประมาณปี 2554 อีก 1 แสนล้านบาท ก็ต้องมีงบประมาณปีต่อไปมาใส่ต่อ

ขณะที่อีกบางส่วนนั้นต้องมีการเร่งให้เอกชนเข้ามาร่วมทุนกับภาครัฐให้มากขึ้น และหลังจาก 3 ปีแล้ว การขาดดุลงบประมาณน่าจะลดน้อยลงและกลับมาสมดุลได้อีกครั้งภายใน 5 ปี นับจากนี้ไป

สำหรับการบริหารหนี้สาธารณะนั้น ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2553 ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2553 โดยมีการปรับปรุงแผนการกู้เงินและการบริหารหนี้ของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งทำให้วงเงินในแผนลดลงสุทธิ 101,689 ล้านบาท จากเดิม 1,748,662 ล้านบาท โดยปรับลดเหลือ 1,646,973.17 ล้านบาท

ส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ สิ้นปีงบประมาณ 2553 อยู่ที่ 48.02% และภาระหนี้ต่องบประมาณอยู่ที่ระดับ 12.61% ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้คือหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไม่เกิน 60% และภาระหนี้ต่องบประมาณไม่เกิน 15%

ขณะที่รายได้สุทธิของรัฐบาลในปลายเดือน เม.ย.ท่ี่ผ่านมาสูงกว่าประมาณการ 201,422 ล้านบาท และอยู่ระหว่างดำเนินการชำระหนี้ก่อนกำหนด 4.2 หมื่นล้านบาท

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค