posttoday
หนี้

หนี้

30 ตุลาคม 2557

ถ้าถามว่าข่าวด้านการเงินข่าวไหนที่เป็นที่สนใจของหลายคนในช่วงที่ผ่านมา คำตอบคงไม่พ้น ข่าวภาษีมรดก

ถ้าถามว่าข่าวด้านการเงินข่าวไหนที่เป็นที่สนใจของหลายคนในช่วงที่ผ่านมา คำตอบคงไม่พ้น ข่าวภาษีมรดก แม้ว่าคนที่ได้รับผลกระทบจริงๆ ก็เฉพาะคนที่มีทรัพย์สินที่จะโอนเป็นมรดกให้ทายาทแต่ละคนเกินกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งคงมีไม่มากนักในเมืองไทย แต่ผมก็เห็นสถาบันการศึกษาและสถาบันการเงินต่างๆ จัดเสวนาเรื่องภาษีมรดกกันทั้งนั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องดีนะครับ เพราะแม้คนกลุ่มนี้จะเป็นคนกลุ่มน้อยแต่ก็มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจของคนกลุ่มนี้มีมากเหลือเกิน ดังนั้นหากการออกกฎหมายที่กระทบคนกลุ่มนี้ไม่ได้คิดอย่างรอบคอบเพียงพอ ผลกระทบแทนที่จะหาภาษีเข้าประเทศได้มากขึ้น กลับต้องสูญเสียเงินลงทุนในประเทศไป ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่พัฒนาอย่างที่ควรเป็น และทำให้เป้าหมายที่จะเก็บภาษีได้มากขึ้น ไม่บรรลุผลอีกด้วย

แต่วันนี้ผมไม่คุยเรื่องภาษีมรดกครับ แต่ที่สนใจกลับเป็นข่าวด้านการเงินอีกข่าว คือ ข่าวคุณสังเวียน รักษาเพ็ชร์ หญิงที่ราดน้ำมันจุดไฟเผาตัวเองที่หน้าทำเนียบฯ เพราะถูกนายทุนกดดันให้ยอมรับสภาพหนี้ 1.5 ล้านบาท ทั้งที่กู้มาเพียง 4 แสนบาท...

ผมเองเคยได้ร่วมในโครงการ “Happy money” ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มุ่งไปให้ความรู้ด้านการจัดการเงินแก่คนระดับรากหญ้าในองค์กรต่างๆ (เสียดายที่โครงการดีๆ อย่างนี้ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว) พบเลยครับว่า คนระดับรากหญ้าส่วนใหญ่ที่พบเป็นหนี้ เพราะบริหารจัดการเงินของตนเองไม่เป็น อย่างเช่น ยอมเป็นหนี้บัตรเครดิต แต่ไม่ยอมถอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์มาชำระหนี้ทั้งที่ดอกเบี้ยบัตรเครดิตสูงกว่าดอกเบี้ยออมทรัพย์มากๆ หรือบางคนยอมกู้หนี้นอกระบบมาผ่อนบ้านที่ตนเองก็ไม่ได้อยู่ หรืออย่าง รปภ.ในหมู่บ้านที่ผมอยู่ก็ยอมเป็นหนี้ เพราะอยากได้รถในโครงการรถคันแรกทั้งที่ไม่จำเป็นต้องใช้รถเลย ฯลฯ ผมจึงไม่แปลกใจที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยสูงกว่า 80% แล้วหนี้ครัวเรือนต่อ GDP มันคืออะไรกันแน่

หนี้ครัวเรือนในความหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย หมายถึงหนี้ของบุคคลที่ได้จากการกู้ยืมเงินจากการซื้อบ้าน รถยนต์ การใช้จ่ายอุปโภคบริโภค ฯลฯ จากธนาคารพาณิชย์ จากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ จากองค์กรธุรกิจสินเชื่อบุคคลที่ไม่ใช่ธนาคาร จากสหกรณ์ออมทรัพย์ จากอื่นๆ (ทั้งนี้ไม่รวมหนี้นอกระบบที่ไม่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้) เมื่อนำมารวมเป็นภาพรวมก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามีผลอย่างไร จำเป็นต้องนำไปเปรียบเทียบกับแหล่งรายได้ของประชาชาติซึ่งคือรายได้มวลรวมของประเทศ (GDP) โดยเปรียบเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมดเทียบกับ GDP ว่าเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ ถ้าออกมาต่ำกว่า 50% ก็ถือว่าต่ำ แต่ถ้าสูงกว่าโดยเฉพาะที่สูงกว่า 80% ก็จะนับว่าสูงที่เป็นสัญญาณอันตรายว่าการทำธุรกิจธนาคาร สถาบันการกู้ยืมที่จำเป็นต้องระมัดระวังการให้สินเชื่อต่อประชาชน เพราะแสดงว่าโดยภาพรวมมีภาระหนี้สินสูงเมื่อเทียบกับรายได้โดยรวม

สังเกตนะครับว่า หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยพูดไม่รวมหนี้นอกระบบ แล้วอย่างนี้ถ้านับรวมหนี้นอกระบบด้วยจะเป็นเท่าไหร่นะ ผมขออนุญาตนำข้อมูลของศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย ที่สำรวจหนี้ครัวเรือนในปี 2557 พบว่า เพิ่มขึ้นถึง 16.1% สูงสุดในรอบ 9 ปี โดยมีจำนวนหนี้สินเฉลี่ย 2.19 แสนบาท/ครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ที่มีหนี้สินเฉลี่ย 1.88 แสนบาท/ครัวเรือน ที่สำคัญพบว่าเป็นหนี้นอกระบบถึง 49% และหนี้ในระบบ 51% ซึ่งหนี้นอกระบบมักจะเกิดในช่วงสินค้าเกษตรมีราคาตกต่ำ โดยกลุ่มที่ค่อนข้างเสี่ยงในการก่อหนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า 10,000 บาท ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันจึงไม่สามารถเข้าถึงสถาบันการเงินในระบบได้ สาเหตุที่เป็นหนี้มาจากปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เกินตัว ประกอบกับรายได้ที่ได้น้อยลงจากการประกอบอาชีพ

การแก้ไขปัญหาหนี้นั้น จากประสบการณ์เลยนะครับ “อย่าให้เงินไปใช้หนี้” เพราะที่ผ่านมาไม่มีกรณีไหนเลยที่ได้ผล มีแต่ทำให้เป็นหนี้เพิ่มขึ้น เพราะการให้เงินไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ แล้วต้นเหตุของการเป็นหนี้คืออะไร

ต้นเหตุและแนวทางแก้ไขการเป็นหนี้ พอจะสรุปได้คร่าวๆ ดังนี้ครับ

1.เป็นหนี้เพราะอยากมีอยากได้จนใช้เงินเกินตัว ยิ่งพวกโปรโมชั่นผ่อน 0% ยิ่งทำให้ขาดความยั้งคิดในการใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น กรณีนี้ทางแก้ที่ผมขอแนะนำ คือ การให้ความรู้เรื่องการจัดการการเงิน ให้ทำบัญชีรายรับรายจ่าย ซึ่งที่ผ่านมามีหลายคนที่เข้าโครงการ Happy money ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ประสบความสำเร็จสามารถปลดหนี้ได้ แถมยังมีเงินออมเหลือเอาไปต่อยอดสร้างรายได้เพิ่มได้อีก

2.เป็นหนี้เพราะมีความฝัน เช่น อยากมีบ้าน อยากมีรถ ฯลฯ ก็ยอมเป็นหนี้ เพื่อให้ฝันเป็นจริง คนกลุ่มนี้เป็นหนี้เพราะประเมินความเสี่ยงของการเป็นหนี้ต่ำไป และประเมินกำลังของรายได้สูงเกินไป ที่ผมพบก็คือ คนกลุ่มนี้สมมติมีเงินเดือน 12,000 บาท ผ่อนรถเดือนละ 7,000 บาท ก็จะคิดว่ามีเงินเหลือ 5,000 บาทเพียงพอ แต่กลับลืมคิดไปว่า เมื่อมีรถก็จะมีค่าใช้จ่ายอย่างอื่นตามมาอีกมาก ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษา ค่าประกัน ค่าจอดรถ ค่าภาษี ฯลฯ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้แหละที่ทำให้ต้องเป็นหนี้ เพราะตอนนี้ไม่ใช่ดูแลแค่ตนเอง แต่ต้องดูแลรถเพิ่มอีก 1 คัน

กรณีนี้หลายรายเลยครับที่ผมแนะนำให้ขายรถ หรือขายบ้านที่ไม่จำเป็น เอาเงินมาเคลียร์หนี้ดีกว่า เพราะดูจากรายได้ รายจ่าย และภาระหนี้แล้ว ยังไงก็เก็บรถ เก็บบ้านไม่อยู่ สู้ขายบ้าน ขายรถ ตอนที่ภาระหนี้ยังไม่มาก คืนหนี้หมดยังมีเงินเหลือ ดีกว่าปล่อยให้ปัญหาหนี้รุนแรงจนสุดท้ายไม่เหลือทั้งเงิน ทั้งบ้าน ทั้งรถ

3.เป็นหนี้เพราะความจำเป็น กรณีนี้น่าสงสารมากที่สุด ถ้าหากจะให้เงินช่วย กรณีนี้เป็นกรณีเดียวที่จะผมเห็นด้วยที่จะให้เงินช่วย

4.เป็นหนี้เพราะความไม่รู้ อย่างตัวอย่างกรณีที่ยอมเป็นหนี้บัตรเครดิตแต่ไม่ยอมถอนเงินฝากออมทรัพย์มาชำระหนี้ที่ผมได้กล่าวไปแล้ว กรณีนี้ทางแก้ที่ผมขอแนะนำ คือ การให้ความรู้เรื่องการจัดการการเงิน ให้ทำบัญชีรายรับรายจ่ายเช่นเดียวกับกรณีที่ 1

ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ สำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจทุกท่าน ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ Page ใน Facebook ชื่อ Sathit Bovornsantisuth CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...ขอบคุณครับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน