
“วิรัฐ สุขชัย” แห่ง ไฟร์วิคเตอร์หัวใจการบริหารคือคน
“วิรัฐ สุขชัย” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฟร์วิคเตอร์ (FIRE) ผู้จำหน่ายอุปกรณ์ระบบดับเพลิง ระบบสุขาภิบาล และระบบปรับอากาศ ที่กำลังจะจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ช่วงต้นเดือน พ.ย.นี้ แต่กว่าจะมาเป็นผู้บริหารอย่างทุกวันนี้ต้องผ่านประสบการณ์ที่โชกโชนและมีความตั้งใจและความมุ่งมั่นในการทำงานสูง
“วิรัฐ สุขชัย” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฟร์วิคเตอร์ (FIRE) ผู้จำหน่ายอุปกรณ์ระบบดับเพลิง ระบบสุขาภิบาล และระบบปรับอากาศ ที่กำลังจะจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ช่วงต้นเดือน พ.ย.นี้ แต่กว่าจะมาเป็นผู้บริหารอย่างทุกวันนี้ต้องผ่านประสบการณ์ที่โชกโชนและมีความตั้งใจและความมุ่งมั่นในการทำงานสูง
ทว่า เขาต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยตั้งแต่สมัยเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ด้วยการเป็นพนักงานฝ่ายขายเกี่ยวกับอุปกรณ์ระบบรักษาความปลอดภัย และก็รู้สึกชอบการเป็นพนักงานขายมาตั้งแต่แรก เพราะรู้สึกสนุก ผลตอบแทนที่ได้รับก็ขึ้นอยู่กับความขยันและฝีมือในการขายของตัวเราเอง ฉะนั้นเขาจะตั้งเป้าหมายไว้ให้กับตัวเองเสมอ และก็จะใส่ความท้าทายให้มาก ซึ่งหากทำได้มากกว่าที่ตั้งเป้าหมายจะภูมิใจ
“วิรัฐ” เริ่มเข้าสู่งานขายอุปกรณ์เกี่ยวกับระบบความปลอดภัยและดับเพลิงหลังจบ ปวช.ได้ไม่นาน จากบริษัทที่นำเข้าอุปกรณ์ดับเพลิงจากประเทศเยอรมนี พร้อมกับเรียนหนังสือภาคค่ำคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ไปด้วย และต้องอาศัยความขยันในการบอกอธิบายและแนะนำลูกค้าเป็นหลัก เพราะเริ่มแรกอุตสาหกรรมนี้ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก จากนั้นธุรกิจอุปกรณ์ระบบดับเพลิงเริ่มเป็นที่รู้จัก ต้องการและตลาดมีการเติบโตเป็นอย่างมาก ปี 2534 ที่เศรษฐกิจไทยและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการเติบโต จึงเริ่มเข้าประมูลจากหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ และเอกชนที่สร้างอาคาร จากนั้นก็ไต่ลำดับเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย และผู้จัดการทั่วไป
พอปี 2544 บริษัท หาญเอ็นยิเนียริ่ง ซึ่งขายอุปกรณ์ทำความเย็นในตอนแรก ได้ขยายมาสู่ระบบงานดับเพลิง พร้อมตกลงปรับโครงสร้างการทำงานและมีการแยกบริษัทบางส่วนออกมาตั้งเป็นบริษัท ไฟร์วิคเตอร์ ดั่งเช่นปัจจุบัน และเป็นการลงทุนของกลุ่มผู้บริหารหาญเอ็นยิเนียริ่งเดิม กับผู้บริหารที่แยกส่วนออกมาร่วมหุ้นกันคนละ 50% จากวันนั้น FIRE ก็ปรับวิธีคิดในการบริหารงาน โดยนำประเด็นที่ให้พนักงานทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของบริษัท ไม่ใช่เป็นลูกน้องหรือบริหารงานเป็นส่วนๆ ไปเหมือนเมื่อก่อน
“การบ่มเพาะให้วัฒนธรรมบริษัท ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือพนักงานต้องทำให้เขารู้สึกความเป็นเจ้าของบริษัทให้ได้ ด้วยการจัดสรรหุ้นให้พนักงานด้วย ถ้าทำงานออกมาดีและทำงานกับบริษัทมานาน เนื่องจากมั่นใจว่าหากเขาสามารถเปลี่ยนมุมมองว่าเป็นเจ้าของส่วนหนึ่ง ก็จะมีความตั้งใจและมุ่งมั่นในการทำงานให้ออกมาดีที่สุด เมื่อมีรายได้ดีเขาก็จะได้รับเงินปันผลด้วย” วิรัฐ กล่าว
“วิรัฐ” บอกว่า ปกติเป็นคนวางเป้าหมายชีวิตและบริษัทชัดเจน หลังจากที่ไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการบริหาร ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มา ยิ่งทำให้เข้าใจเรื่องบริหารการจัดการที่ดี ทำให้รู้หลักวิธีการทำบัญชี วิเคราะห์และวางแผนที่ชัดเจน และเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่าพนักงานทุกคนต้องได้รับโอกาสในการอบรมหรือพัฒนาทักษะด้านต่างๆ พร้อมเป็นจุดเริ่มต้นที่อยากให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เพราะรู้สึกว่าองค์กรและพนักงานมีความพร้อมในการปฏิบัติตัวอยู่แล้ว
จนปี 2555 ที่เขาได้ขึ้นมาเป็นกรรมการผู้จัดการ จึงเริ่มดำเนินการตามแผน โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้มาจากการจำหน่ายอุปกรณ์ระบบดับเพลิง 75% ที่เหลือเป็นระบบปรับอากาศและระบบสุขาภิบาล แต่ปัจจุบันและแผนอนาคตบริษัทจะเริ่มมีขยายธุรกิจไปยังธุรกิจบริการงานประเภทโครงการ ที่ปัจจุบันทางกฎหมายได้มีการบันทึกชัดเจนว่า การก่อสร้างอาคารใหม่ รวมถึงอาคารเก่าก็ต้องมีการปรับปรุงระบบดับเพลิงอัตโนมัติให้พร้อม ซึ่งงานโครงการจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรให้บริษัทได้เป็นอย่างดี โดยตั้งเป้าหมายว่า ปี 2560 สัดส่วนรายได้ระบบดับเพลิงจะอยู่ที่ 50% ระบบสุขาภิบาล 20% และงานประเภทโครงการ 30%
เขาบอกว่า บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ในการเปิดสำนักงานสาขาที่ จ.ระยอง เพื่อรองรับการขยายธุรกิจให้ครอบคลุม พร้อมทั้งลงทุนในอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และโปรแกรม SAP เพื่อให้ครอบคลุมทุกระบบงาน และทำให้การเข้าถึงข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็วและได้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กระบวนการทำงานดียิ่งขึ้น
ทั้งนี้ “วิรัฐ” ยังมองว่าหัวใจของงานฝ่ายขายหรืองานบริการ สิ่งสำคัญนั่นคือ “คน” เพราะเขาจะเป็นหลักที่เข้าไปทำงานติดต่อลูกค้า ติดต่อการรองรับการบริหารจากลูกค้าโดยตรง ฉะนั้นเราก็ต้องทำทุกอย่างให้เขาได้เตรียมความพร้อมไปเจอลูกค้า ขณะที่หลักการทำงานส่วนตัวคือ ความจริงใจและความโปร่งใส เพราะมองว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานหลักที่ทุกคนควรมีในการทำงานหรือการดำรงชีวิต และยังเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เข้าใจการทำงานด้วย
เพราะเมื่อต้องการให้พนักงานทุกระดับเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ก็ต้องให้ความจริงใจเขาในการที่จะพัฒนาให้เขามีการเปลี่ยนแปลงหรือการทำงานที่ดีขึ้น มองทุกคนมีความเท่าเทียมกันและมีความรู้สึก ฉะนั้นจะว่าอะไรใครก็ต้องคิดให้ดี ไม่ใช่พูดไปแล้วลูกน้องเสียใจไปแล้ว และเราก็ต้องมานั่งเสียใจอีกในภายหลัง







