
กฎหมายภาษีการรับมรดกข้อสนับสนุน ข้อโต้แย้ง และข้อพิจารณา
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์การออกกฎหมายภาษีการรับมรดกที่มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผมขอรวบรวมและสรุปข้อสนับสนุนและข้อโต้แย้งในการจัดเก็บภาษีการรับมรดกจากนักวิชาการชื่อดังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อ.ประสพสุขบุญเดช และนักวิชาการท่านอื่นๆ ตลอดจนของตัวผมเองไว้ในบทความฉบับนี้ เพื่อให้ท่านผู้อ่านพิจารณา ดังนี้
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์การออกกฎหมายภาษีการรับมรดกที่มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผมขอรวบรวมและสรุปข้อสนับสนุนและข้อโต้แย้งในการจัดเก็บภาษีการรับมรดกจากนักวิชาการชื่อดังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อ.ประสพสุขบุญเดช และนักวิชาการท่านอื่นๆ ตลอดจนของตัวผมเองไว้ในบทความฉบับนี้ เพื่อให้ท่านผู้อ่านพิจารณา ดังนี้
ข้อสนับสนุน
1.เป็นการสร้างความเสมอภาคและความเป็นธรรม ถ้ามีความมั่งคั่งมากก็ควรเสียภาษีมาก เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน ซึ่งในประเทศไทยนั้นช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมีอยู่มาก หรือที่เรียกว่า รวยกระจุก จนกระจาย
2.เป้าหมายการเก็บภาษีการรับมรดกไม่ใช่มุ่งเก็บรายได้เป็นหลัก แต่มุ่งให้มีการกระจายภาระภาษีให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมมากขึ้น เพราะผู้มีรายได้มากอาจเป็นเพราะได้ใช้ทรัพยากรของประเทศมาก เมื่อใช้ทรัพยากรของประเทศมากก็ควรเสียภาษีมาก
3.เป็นการจัดเก็บภาษีที่เจ้าของกองมรดก หรือผู้รับมรดกอาจหลบเลี่ยงหรือไม่ได้เสียภาษีครบถ้วน ให้กลับเข้ามาเสียภาษีได้อีกครั้งหนึ่ง ที่เรียกว่า “Back Tax”
4.เป็นการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ โดยเห็นว่าการสะสมทรัพย์สินบางอย่างไม่มีประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ เช่น ที่ดิน และเพชรพลอย เป็นต้น ดังนั้น เมื่อได้รับทรัพย์สินดังกล่าวก็ควรเก็บภาษี
5.เพิ่มรายได้ให้รัฐบาล เนื่องจากในสภาพการณ์ปัจจุบันรัฐบาลมีค่าใช้จ่ายในการบริหารประเทศมาก และมีแนวโน้มว่ารายได้จากการเก็บภาษีที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ดังนั้น ภาษีการรับมรดกจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือในการเพิ่มพูนรายได้ให้แก่รัฐได้อีกทางหนึ่ง
6.การจัดเก็บภาษีการรับมรดกไม่ได้เป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อนทางเศรษฐกิจ เพราะใช้เกณฑ์การมีชีวิตอยู่หรือไม่ของเจ้ามรดกเป็นสำคัญ โดยจะมีการจัดเก็บภาษีก็ต่อเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเท่านั้น ส่วนภาษีอื่นๆ มีการจัดเก็บในขณะที่เจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่
ข้อโต้แย้ง
1.การเก็บภาษีการรับมรดกทำให้ผู้ประกอบธุรกิจขาดแรงจูงใจที่จะขยายการลงทุน เพราะทราบว่าเมื่อมีความมั่งคั่งมากขึ้นก็จะถูกเก็บภาษี จึงขาดความกระตือรือร้น โดยเฉพาะคนชั้นกลาง ธุรกิจ SME ที่เริ่มทำธุรกิจเพื่อสร้างความมั่งคั่งก็จะไม่คิดขยายการลงทุนซึ่งจะทำให้ไม่เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
2.การเก็บภาษีการรับมรดกเป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อน ปัจจุบันผู้ประกอบการที่เสียภาษีครบถ้วนจะมีต้นทุนภาษีประมาณ 28% ซึ่งมาจากภาษีนิติบุคคลสุทธิรวมเงินปันผล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อีก 35% นอกจากนี้ เจ้ามรดกอาจเสียภาษีทรัพย์สิน เช่น ภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ เป็นต้น มาแล้ว ดังนั้น การเก็บภาษีการรับมรดกจึงเป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อน
3.การเก็บภาษีทรัพย์สินทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินที่จดทะเบียนหรือไม่ และไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกนี้ จะส่งผลให้เกิดการหนีภาษีและยากต่อการบังคับใช้ เพราะไม่มีหลักฐานทางทะเบียนในการตรวจสอบ รวมทั้งการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน (สังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียน) มีความยุ่งยาก และอาจก่อให้เกิดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าว และอาจนำมาซึ่งการทุจริตร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินกับผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษี
4.การเก็บภาษีการรับมรดกนำไปสู่การเคลื่อนย้ายเงินทุนไปยังต่างประเทศที่ไม่เรียกเก็บภาษีการรับมรดก ทั้งนี้ เนื่องจากผู้มีเงินได้จำนวนมากมักจะมีการลงทุนระหว่างประเทศอยู่แล้ว ดังนั้น จึงอาจมีการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น และอาจนำไปสู่การจัดตั้งทรัสต์ในต่างประเทศเพื่อบริหารการจัดการมรดก ซึ่งยากที่รัฐบาลจะหามาตรการป้องกันการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินไปยังประเทศที่ไม่มีข้อจำกัดการเคลื่อนย้ายเงินทุนหรือมีน้อยกว่า เช่น ประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง เป็นต้น ก็จะได้อานิสงส์จากกฎหมายนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
5.การเก็บภาษีการรับมรดกจะทำให้เกิดการขายทรัพย์สินในราคาถูก เพื่อหลบเลี่ยงภาษีการรับมรดก โดยถือเป็นเงินสดหรือทรัพย์สินที่เป็นสังหาริมทรัพย์ที่ตรวจสอบได้ยาก
6.ราคาของอสังหาริมทรัพย์จะเคลื่อนไหวลดลง เนื่องจากมีการขายอสังหาริมทรัพย์ในราคาถูกเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด ด้วยความหวั่นเกรงกฎหมายภาษีการรับมรดก เช่นกรณีตามข้อ 4 และข้อ 5 ข้างต้น
7.เป็นการทำลายกลุ่มคนฐานะปานกลางที่เริ่มจะสร้างความมั่งคั่งได้ (คนรวยรุ่นใหม่) หรือบุคคลที่มีทรัพย์สินที่เป็นที่ดินจากการเพิ่มมูลค่า แต่ใช้อยู่อาศัยเมื่อได้รับมรดกก็ไม่มีเงินสดชำระภาษีตามมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น ทรัพย์สินก็จะถูกขายทอดตลาดในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้คนที่มั่งคั่งมากๆ สามารถซื้อทรัพย์สินนั้นได้ในราคาถูก และผู้รับมรดกก็ไม่สามารถอาศัยอยู่ในที่ที่ควรอยู่ได้
นอกจากนี้ ในหลายประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีมรดก หรือภาษีการรับมรดกต่างก็เผชิญกับปัญหาการบริหารการจัดเก็บภาษีมากมายหลายแง่มุม เช่น รัฐบาลประเทศอังกฤษต้องใช้งบประมาณกว่า 77 ล้านปอนด์ เพื่อนำไปใช้ในการรับมือกับการหลีกเลี่ยงภาษีการรับมรดก โดยเฉพาะการเพิ่มบุคลากรของรัฐและการจัดตั้งหน่วยงานป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีในต่างประเทศ (ข้อมูลจาก Government of United Kingdoms, “No safe havens: Our offshoreevasion strategy 2013 and beyond”, https://www. gov.uk) ในประเทศสหรัฐอเมริกา งานวิจัยของ ศ.คูเปอร์ ที่เก็บข้อมูลในช่วงปี ค.ศ. 19972011 แสดงให้เห็นว่าจำนวนผู้เสียภาษีลดลงอย่างน่าใจหาย จากจำนวน 50,000 คน ในปี 2000 จนกระทั่งเหลือเพียงไม่ถึง 10,000 คน ในปี 2011 ในขณะที่อัตราภาษีที่เสียจริงๆ นั้นก็อยู่ที่ 1820% ซึ่งเท่ากับว่าเศรษฐีอเมริกันประหยัดภาษีไปกว่าครึ่งหนึ่งของอัตราภาษีที่รัฐเรียกเก็บที่ระดับ 4550% (ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 18 ต.ค. 2557, “ภาษีการรับมรดกเก็บจริงยาก” โดย ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์)
จากข้อโต้แย้ง ข้อสนับสนุน และข้อพิจารณาข้างต้น ผมมีความเห็นว่า กฎหมายภาษีการรับมรดกจะช่วยสร้างความเป็นธรรมในสังคม และช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้น้อยลงได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อรัฐบาลได้พิจารณากฎหมายภาษีการรับมรดกอย่างละเอียดรอบคอบ โดยพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายทุนไปต่างประเทศและการหลบเลี่ยงภาษี โดยการนำเงินฝากธนาคารออกนอกระบบหรือขายทรัพย์สิน เพื่อนำเงินสดออกนอกระบบ นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายจะต้องมีประสิทธิภาพและค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บจะต้องคุ้มกับจำนวนภาษีที่เก็บได้ อนึ่ง ผมยังมีความเห็นว่า การพิจารณากฎหมายภาษีการรับมรดกควรดำเนินการไปพร้อมกันกับการปฏิรูปภาษีทั้งระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มจำนวนผู้เสียภาษีเงินได้ทางตรงให้มากขึ้น
ผมหวังว่าบทความฉบับนี้จะมีส่วนช่วยทำให้กฎหมายการรับมรดกของประเทศไทยเป็นกฎหมายที่ดีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และหากมีโอกาสผมจะกล่าวถึงข้อพิจารณาในการออกกฎหมายภาษีการรับมรดกโดยละเอียดต่อไป







