
ยามาฮ่าชูไทยฮับผลิต เครื่องยนต์ติดท้ายเรือ
ยามาฮ่า ใช้ฐานผลิตเครื่องยนต์ติดท้ายเรือขนาดเล็กไทยส่งออกทั่วโลก ชี้ปีนี้ยอดในประเทศวูบ
ยามาฮ่า ใช้ฐานผลิตเครื่องยนต์ติดท้ายเรือขนาดเล็กไทยส่งออกทั่วโลก ชี้ปีนี้ยอดในประเทศวูบ
นายเกษมพงศ์ สินธุโสภณ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายวางแผนการค้า บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ เปิดเผยว่า ล่าสุดประเทศไทยได้ถูกใช้เป็นฐานการผลิตเครื่องยนต์ติดท้ายเรือขนาดเล็ก (45 แรงม้า) เพื่อส่งออกไปประเทศต่างๆ ทั่วโลก เนื่องจากไทยมีศักยภาพการผลิตในหลากหลายด้าน นอกเหนือจากการผลิตรถจักรยานยนต์
สำหรับภาพรวมตลาดเครื่องยนต์ติดท้ายเรือทุกขนาด ในปี 2557 คาดว่าจะทรงตัวที่ 1,500 เครื่อง แต่สัดส่วนแต่ละตลาดจะต่างกันไป ซึ่งปีนี้ธุรกิจท่องเที่ยวชะลอตัว ส่งผลให้สัดส่วนจำหน่ายเครื่องยนต์ติดท้ายเรือเปลี่ยนเป็นเรือท่องเที่ยว (ให้เช่า) 40% เรือส่วนตัว 30% เรือราชการ 30% จากเดิมมีสัดส่วนอยู่ที่เรือท่องเที่ยว (ให้เช่า) 50% เรือส่วนตัว 25% เรือราชการ 25%
ขณะที่บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 40% ของตลาด คาดปีนี้ยอดจำหน่ายจะอยู่ที่ 670 เครื่อง ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่ 740 เครื่อง จากปัจจัยตลาดท่องเที่ยวชะลอตัว แต่คาดปี 2558 ตลาดท่องเที่ยวจะฟื้นตัวกลับมาได้จาก 40% เป็น 50% โดยตลาดเครื่องยนต์ติดท้ายเรือในไทยจะอยู่ที่ปีละ 1,500 เครื่อง จะมีการเปลี่ยนแปลงที่สัดส่วนแต่ละตลาด หากปีไหนตลาดเรือท่องเที่ยวให้เช่าโต บริษัทก็จะขายดีมาก
นอกจากนี้ บริษัทได้เปิดตัว “ยามาฮ่า เวฟรันเนอร์” ยานพาหนะทางน้ำ (เจ็ตสกี) รุ่นใหม่ 16 รุ่น ซึ่งนำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา มาทำตลาดในประเทศไทย ราคา 3.5-6.4 แสนบาทเครื่องยนต์ขนาด 1,100-1,800 ซีซี. โดยคาดว่าจะทำให้ในปีนี้บริษัทมียอดขายอยู่ที่ 180 ลำ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 20% และคาดวาจะเพิ่มเป็น 200 ลำในปี 2558
สำหรับภาพรวมตลาดเจ็ทสกีในประเทศไทยปี 2557 คาดว่าจะอยู่ที่ 300-350 ลำ หรือมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 120 ล้านบาท หรือมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 4 แสนบาทต่อลำ โดยคาดว่าจะได้รับกระแสตอบรับจากกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ (บิ๊กไบค์) ที่มีกำลังซื้อและชื่นชอบความท้าทายรูปแบบใหม่
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เตรียมขยายศูนย์จำหน่ายและบริการ โดยการดำเนินงานของ บริษัท วัชร มารีน ผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการเครื่องยนต์ติดท้ายเรือและยานพานะทางน้ำ ยามาฮ่า ในเขตกรุงเทพฯ หลังจากที่ผ่านมาเน้นการขยายสาขาในพื้นที่ท่องเที่ยวต่างๆอาทิ พัทยา, ภูเก็ต, สมุย เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มให้บริการได้ภายในช่วงต้นปี 2558 เพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวในกลุ่มความต้องการในตลาดส่วนตัว โดยคาดว่าในปีนี้สัดส่วนระหว่าง เจ็ทสกีท่องเที่ยว (ให้เช่า) กับ เจ็ทสกีส่วนตัว จะอยู่ที่ 50% ต่อ 50% จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 60% ต่อ 40% ตามลำดับ
นายเกษมพงศ์ กล่าวว่า บริษัทยังได้ใช้งบประมาณทางการตลาดมูลค่ากว่า 3 ล้านบาทซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่อยู่ที่ 1 ล้านบาท ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเริ่มรุกตลาดอย่างจริงจังภายหลังเริ่มทำตลาดมาตั้งแต่ในปีที่ผ่านมา







