
สัญญาณดี
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รายงานสถานการณ์การส่งออกของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.ส.ค. 2557) มีมูลค่า 1,282,557 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 9.11% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 26.47% ของมูลค่าการส่งออกรวม
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รายงานสถานการณ์การส่งออกของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.ส.ค. 2557) มีมูลค่า 1,282,557 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 9.11% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 26.47% ของมูลค่าการส่งออกรวม
ขณะที่เดือน ส.ค. การส่งออกของเอสเอ็มอีมีมูลค่า 144,934 ล้านบาท หดตัวลง 7.8% เมื่อเทียบกับเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา และเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนลดลง 14.9%
สำหรับตลาดหลักที่เอสเอ็มอีไทยส่งออกสินค้าในช่วง 8 เดือนแรกในระดับสูง ได้แก่ จีน มีมูลค่ารวม 151,789 ล้านบาท รองลงมาคือ ญี่ปุ่น มีมูลค่า 125,986 ล้านบาท สหรัฐอเมริกา มูลค่า 96,958 ล้านบาท มาเลเซีย มีมูลค่า 64,325 ล้านบาท และเวียดนาม มูลค่า 48,935 ล้านบาท
ทั้งนี้ ทุกประเทศมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 9.8223.38% โดยเฉพาะเวียดนามที่มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุด คิดเป็น 23.38% สำหรับสินค้าที่มีการส่งออกสูงสุด ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ รองลงมาคือ พลาสติกและของทำด้วยพลาสติก เครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ยานยนต์และส่วนประกอบ ตามลำดับ โดยทุกหมวดสินค้าดังกล่าว การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนคิดเป็น 10.0533.76%
จะเห็นได้ว่าการส่งออกสินค้าของเอสเอ็มอียังมีอัตราการเติบโตค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับการส่งออกโดยรวมของประเทศ ซึ่งจากการรายงานกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า การส่งออกช่วง 8 เดือน มูลค่าการส่งออกลดลง 1.36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
สสว.วิเคราะห์ว่า การส่งออกของเอสเอ็มอีอาจจะไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกับการส่งออกโดยภาพรวมของประเทศ ซึ่งขึ้นอยู่กับสินค้าที่เอสเอ็มอีผลิตและส่งออก รวมถึงกลุ่มประเทศที่เป็นตลาดหลักของเอสเอ็มอีด้วย หากสินค้าที่เอสเอ็มอีผลิตและส่งออกเป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าและตลาดหลักของเอสเอ็มอี มีภาวะเศรษฐกิจที่ดี มีความต้องการสินค้าสูง การส่งออกของเอสเอ็มอีก็อาจจะอยู่ในระดับที่ดีกว่าการส่งออกโดยภาพรวมของประเทศได้
สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นแนวโน้มที่ดีของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แต่ที่ผ่านมาด้วยปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้สภาพคล่องของเอสเอ็มอีหลายแห่งมีปัญหา มีทั้งกู้เงินทั้งในและนอกระบบ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งภาครัฐคงต้องเร่งกลไกการปล่อยสินเชื่อให้รวดเร็วกว่านี้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ทันท่วงที
ขณะเดียวกัน ต้องเร่งเสริมความแกร่งให้ผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว เพื่อคว้าโอกาสทางการตลาดที่เปิดกว้าง โดยเฉพาะการค้าขายในประเทศเพื่อนบ้านของไทย รวมถึงการลดข้อจำกัดต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคทางการค้า เพื่อให้ธุรกิจเดินได้เร็วขึ้น เชื่อว่าหากร่วมแรงร่วมใจจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว







