
รายย่อยส่งออกพุ่ง 9.1% อาเซียน-จีน ดึงกำลังซื้อโต
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รายงานข้อมูลการส่งออกของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค. 2557) มีมูลค่า 1.28 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือว่าการส่งออกโดยรวมของเอสเอ็มอีไทยเติบโตสดใส สวนทางกับการส่งออกโดยรวมของประเทศไทย ที่กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า การส่งออกช่วง 8 เดือน มูลค่าการส่งออกลดลง 1.36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เอสเอ็มอีไทยมีการส่งออกโดยรวมเพิ่มขึ้น สวนทางตลาดรวมของประเทศ เนื่องจากเอสเอ็มอีมีตลาดลูกค้าเฉพาะกลุ่ม แตกต่างจากผู้ประกอบการรายใหญ่ของประเทศ ทำให้สินค้าของผู้ประกอบการไทยยังไปได้ดีอยู่
เหตุผลต่อมา คือ ตลาดส่งออกของเอสเอ็มอีไทยในขณะนี้ คือ อาเซียน ที่มีความต้องการสินค้าไทยสูงมาก และเป็นตลาดที่ขยายตัวได้ดี ส่วนเอกชนรายใหญ่ส่งออกไปในประเทศสหรัฐและยุโรป ที่เศรษฐกิจยังซบเซาอยู่ โดย สสว. ระบุว่า ตลาดส่งออกหลักของเอสเอ็มอีไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน มีมูลค่า 1.51 แสนล้านบาท รองลงมาคือ ญี่ปุ่น 1.25 แสนล้านบาท สหรัฐอเมริกา 9.69 หมื่นล้านบาท มาเลเซีย 6.43 หมื่นล้านบาท และเวียดนาม 4.89 หมื่นล้านบาท ทุกประเทศขยายตัว 9.82-23.38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเวียดนามเพิ่มขึ้นมากที่สุด 23.38%
สินค้าที่มีการส่งออกสูงสุด ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ รองลงมาคือ พลาสติกและของทำด้วยพลาสติก เครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ยานยนต์และส่วนประกอบ ซึ่งทุกหมวดสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้น 10.05-33.76% จากปีก่อน
อย่างไรก็ตาม เฉพาะเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา การส่งออกมีมูลค่า 1.44 แสนล้านบาท หดตัวลง 7.8% จากเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา และลดลง 14.9% จากปีก่อน เหตุผลสำคัญมาจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอยู่ ทำให้ตลาดส่งออกปรับตัวลดลงเล็กน้อย แต่ประเมินว่าเดือนต่อไปสถานการณ์ส่งออกจะปรับตัวดีขึ้น เพราะเข้าสู่ฤดูกาลส่งออกสินค้า และเริ่มใกล้ถึงช่วงปลายปีที่มีความต้องการซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น
การนำเข้าของเอสเอ็มอีช่วง 8 เดือนของปี มีมูลค่า 1.42 ล้านล้านบาท หดตัวลง 13.13% จากปีก่อน ซึ่งในเดือน ส.ค. การนำเข้ามีมูลค่า 1.61 แสนล้านบาท หดตัวลงจากเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา 12.98% และลดลง 12.58% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตลาดที่นำเข้าสินค้าช่วง 8 เดือนแรกมากที่สุด ได้แก่ จีน รองลงมาคือ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย และออสเตรเลีย ซึ่งส่วนใหญ่การนำเข้าหดตัวลง มีเพียงจีนและมาเลเซียที่เพิ่มขึ้น สินค้าที่นำเข้ามากสุด ได้แก่ อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ รองลงมาคือ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อัญมณีและเครื่องประดับ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก เหล็กและเหล็กกล้า
“ภาพเอสเอ็มอีมีการชะลอตัว ตามเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจในประเทศโดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐและเอกชน ที่หดตัวลงหลังจากเร่งขยายตัวไปมากภายหลังที่การเมืองคลี่คลาย” รายงานข่าวจาก สสว. กล่าว
ขณะที่การจดทะเบียนยกเลิกกิจการมีจำนวน 8,563 ราย เพิ่มขึ้น 6.51% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ในเดือน ส.ค. มีการยกเลิกกิจการรวม 1,236 ราย หดตัวลง 16.3% จากเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา และลดลง 0.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กิจการที่ยกเลิกมากสุด ได้แก่ ก่อสร้างที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย การขายสลากกินแบ่ง
ส่วนการจัดตั้งกิจการใหม่ช่วง 8 เดือนแรก มีจำนวน 40,262 ราย ลดลง 18.02% จากปีก่อน ส่วนเดือน ส.ค. มีกิจการจัดตั้งใหม่ 5,204 ราย หดตัวลง 6.9% จากเดือน ก.ค. และลดลง 17.8% จากปีก่อน
กิจการที่จัดตั้งใหม่สูงสุด ได้แก่ ก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย ภัตตาคาร ร้านอาหาร ขายส่งเครื่องจักรและอุปกรณ์ อสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่เพื่อพักอาศัยท้ายที่สุด สสว. ประเมินว่าไตรมาสสุดท้ายนี้ เชื่อว่าสถานการณ์โดยรวมน่าจะปรับตัวดีขึ้น เพราะภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วง 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2558 (ต.ค.-ธ.ค. 2557) ทั้งนโยบายสร้างงาน เพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อย วงเงิน 3.24 แสนล้านบาท การเร่งรัดทำสัญญาจ้างของหน่วยราชการ การเร่งรัดอนุมัติส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ทั้งหมดเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้ขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้น และจะส่งผลดีต่อสถานการณ์โดยรวมของเอสเอ็มอีในประเทศให้เติบโต







