
พักเหนื่อยกันต่อ
เราผ่านเดือน ต.ค.มาเกือบครึ่งเดือนแล้ว สำหรับมุมมองต่อตลาดหุ้นอีกครึ่งเดือนที่เหลือ คาดว่าน่าจะพักเหนื่อยต่อและมีโอกาสลงไปถึง 1,500 จุด หรือต่ำกว่า (1,4501,480 จุด) คำแนะนำสำหรับผู้ที่พอร์ตยังว่างคือ ทยอยช็อปหุ้นแบบใจเย็นๆ สำหรับผู้ที่ติดหุ้นไปแล้ว ขายไม่ทัน น่าจะหาจังหวะขายในช่วงรีบาวด์ (โดยเฉพาะหุ้นปั่น) แล้วลงไปรอซื้อข้างล่าง แต่หากทำใจไม่ได้ อดทนรอต่อไปสำหรับหุ้นพื้นฐานไม่มีปัญหา
เราผ่านเดือน ต.ค.มาเกือบครึ่งเดือนแล้ว สำหรับมุมมองต่อตลาดหุ้นอีกครึ่งเดือนที่เหลือ คาดว่าน่าจะพักเหนื่อยต่อและมีโอกาสลงไปถึง 1,500 จุด หรือต่ำกว่า (1,4501,480 จุด) คำแนะนำสำหรับผู้ที่พอร์ตยังว่างคือ ทยอยช็อปหุ้นแบบใจเย็นๆ สำหรับผู้ที่ติดหุ้นไปแล้ว ขายไม่ทัน น่าจะหาจังหวะขายในช่วงรีบาวด์ (โดยเฉพาะหุ้นปั่น) แล้วลงไปรอซื้อข้างล่าง แต่หากทำใจไม่ได้ อดทนรอต่อไปสำหรับหุ้นพื้นฐานไม่มีปัญหา
QE ของ ECB จะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทยเพิ่มในระยะถัดไป
ผลการประชุม ECB เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา กลับสร้างความผิดหวังให้นักลงทุนตรงที่ไม่ระบุขนาดของโครงการอย่างชัดเจน โดยระบุเพียงจะเริ่มซื้อ Covered Bond ตั้งแต่กลางเดือน ต.ค.นี้ และซื้อตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Assetbacked security) ในไตรมาส 4 ปีนี้ โดยสินทรัพย์ที่ซื้อจะต้องมีเครดิตเรตติ้งสูงกว่า BBB ซึ่งเป็น Investment Grade และทำให้ประเทศอย่างกรีซและไซปรัสไม่ได้รับประโยชน์จากเครื่องมือนี้ โครงการนี้จะมีอายุ 2 ปี อย่างไรก็ดี แม้ว่า ECB ไม่ได้ระบุขนาดของโครงการแต่ได้กำหนดเป้าของขนาดของงบดุลของ ECB ว่าจะให้กลับไปเท่ากับหรือใกล้เคียงในช่วงต้นปี 2555 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 3.03.1 ล้านล้านยูโร เทียบกับปัจจุบันที่ 2.06 ล้านล้านยูโร จึงอาจตีความได้ว่าขนาดของ QE รอบนี้จะอยู่ที่ 1 ล้านล้านยูโร (ใหญ่ประมาณ 60% ของ QE ของสหรัฐในรอบแรก) แต่นักลงทุนเห็นว่าไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของยุโรป
ไม่ว่ามาตรการดังกล่าวจะเพียงพอหรือไม่ แต่ค่าเงินยูโรจะมีแนวโน้มอ่อนค่าแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น (ตามเศรษฐกิจที่ดีขึ้น) ซึ่งเปิดโอกาสของการทำ Euro Carry Trade (กู้เงินยูโรซึ่งมีดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า โดยหุ้นเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ดังกล่าว) ซึ่งจะกลายเป็นบวกต่อตลาดหุ้นโลกในระยะถัดไป
แต่การเลิก QE3 ของสหรัฐจะจำกัดการไหลเข้าของเม็ดเงิน
อย่างไรก็ตาม QE3 (ที่มีขนาดรวมทั้งสิ้น US$1.515 ล้าน) ของธนาคารกลางสหรัฐที่กำลังจะสิ้นสุดลงในเดือน ต.ค.นี้ รวมกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (คาดว่าน่าจะเป็นกลางปีหน้า) จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและจำกัดการไหลเข้าของเม็ดเงินจากฝั่งยุโรป
การเมืองมีพัฒนาการต่อเนื่องแต่ราคาหุ้นรับรู้เป็นระยะแล้ว
นับตั้งแต่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศวันที่ 22 พ.ค.จนถึงปัจจุบัน พัฒนาการทางการเมืองเป็นไปตามโรดแมปที่วางไว้ ดัชนีตลาดปรับขึ้นไปสูงสุด 16% แต่ภาคเศรษฐกิจจริงไม่ได้ฟื้นเร็วเป็นรูปตัว V เนื่องด้วยราคาพื้นผลทางการเกษตรหลายชนิดยังตกต่ำ หนี้ภาคครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ทำให้การจับจ่ายใช้สอยขยายตัวอย่างจำกัด ผู้ผลิตย่อมไม่ขยายการลงทุนใหม่ๆ หากยังไม่เห็นการบริโภคเพิ่มขึ้น ส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ยังไม่มี จึงพูดได้ว่าราคาหุ้นก่อนที่จะมีการปรับฐานได้ซึมซับความคาดหวังข้างหน้าไปแล้ว แต่ผลประกอบการไตรมาส 3 ที่กำลังทยอยประกาศ (สิ้นสุดไม่เกินกลางเดือนหน้า) จะสะท้อนความจริงที่ว่าเศรษฐกิจไม่ได้พลิกฟื้นเร็ว (โดยเฉพาะกิจการที่มีฐานลูกค้าระดับกลางถึงล่างจะเห็นชัด) การปรับพักเหนื่อยของตลาดหุ้นจึงน่าจะยังมีต่อไป
ทยอยช็อปหุ้นแบบใจเย็นๆ
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มตลาดหุ้นในช่วง 2 เดือนข้างหน้าน่าจะดีขึ้นและดียิ่งขึ้นในปีหน้า เมื่อเครื่องยนต์ของเศรษฐกิจทุกตัวกลับมาทำงานเต็มที่กว่าปีนี้ การปรับฐานของหุ้นในช่วงต่อจากนี้ จึงเป็นโอกาสให้นักลงทุนทยอยเลือกสะสมหุ้นพื้นฐาน โดยกลุ่มที่เราชอบสำหรับการลงทุนยาวถึงปีหน้ายังคงเป็น 3 กลุ่มหลักเดิมคือ กลุ่มธนาคาร รับเหมาก่อสร้าง กลุ่มที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและธุรกิจประกันชีวิต ทั้งนี้เรามองเป้าดัชนีในปีหน้า 1,700 จุด และมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น โดยอิงกำไรเติบโต 15.2% และ PE 15.5 เท่า







