
วัสดุก่อสร้างยังเหนื่อยรอลุ้นกำลังซื้อโค้งสุดท้าย
เข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีแล้ว ภาพรวมของตลาดวัสดุก่อสร้างในปีนี้ ยังคงซบเซาอย่างต่อเนื่อง
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
เข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีแล้ว ภาพรวมของตลาดวัสดุก่อสร้างในปีนี้ ยังคงซบเซาอย่างต่อเนื่อง แม้จะประเมินสถานการณ์กันว่าในไตรมาส 3 ของปีนี้จะปรับตัวดีขึ้น แต่ดูเหมือนทุกอย่างกลับยังไม่เป็นไปตามคาดเมื่อกำลังซื้อของผู้บริโภคยังรอเวลาฟื้นตัว
สาธิต สุดบรรทัด รองกรรมการผู้จัดการสายการขายและการตลาด บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดวัสดุก่อสร้างยังคงซบเซาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่มีการประเมินว่าในไตรมาส 3 จะเริ่มปรับตัวดีขึ้นแต่ก็ไม่ดีขึ้นจากเดิม เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคนั้นยังคงไม่กลับมา
“วัสดุก่อสร้างในปีนี้นั้นยังไม่เห็นอะไรกระเตื้องขึ้นมาเราในฐานะผู้ผลิตก็พยายามประคองตัวให้ผ่านพ้นไปให้ได้ โดยคาดหวังว่าในไตรมาส 4 จะเริ่มฟื้นตัว แต่เท่าที่ดูแล้วคงจะซบเซา ภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคนั้นยังไม่กลับมา” สาธิต กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทได้ปรับตัวโดยมองหาโอกาสเติบโตในงานโครงการจัดสรรจากปีก่อนมีสัดส่วนการขายเข้าโครงการอยู่ที่ 89% ปีนี้จะขยับขึ้นเป็น 13-14% ขณะที่สัดส่วนการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศปีก่อนอยู่ที่ 10% ปีนี้ขยับเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 14-15% โดยเฉพาะตลาดประเทศพม่านั้นมีโอกาสการเติบโตสูงมาก เนื่องจากอยู่ระหว่างเริ่มเปิดประเทศ
สาธิต ย้ำว่า ตลาดในครึ่งปีหลังประเมินว่าน่าจะดีขึ้นโดยก่อนหน้านี้ได้มีการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับกับความต้องการใช้วัสดุในหลายสินค้า แต่ความต้องการกลับยังไม่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม การจะผลักดันให้ดีลเลอร์หรือตัวแทนจำหน่ายสต๊อกสินค้าเพิ่มขึ้นนั้นทำได้ยากมาก เนื่องจากสินค้าขายได้ช้าลง ทำให้การสต๊อกสินค้าของดีลเลอร์จึงไม่เกิดขึ้น ส่วนการลดราคาขายสินค้าเพื่อเร่งยอดขายนั้นเป็นไปได้ยากเพราะกำลังซื้อไม่เกิด โดยเป้ายอดขายรวมของบริษัทในปีนี้จึงพยายามรักษาให้เท่าปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 4,000 ล้านบาท
ขณะที่ วรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ รองประธานบริหาร บริษัท เบเยอร์ ผู้ผลิตและทำตลาดสีเบเยอร์ กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดสีทาอาคารในรอบ 9 เดือนแรกของปีนี้ ติดลบแล้ว 5-10% คาดว่าในไตรมาสสุดท้ายอาจจะปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ตลาดรวมในปีนี้ทรงตัวเท่ากับปีก่อนที่ 2-2.5 หมื่นล้านบาท ในปีนี้บริษัทจะยังไม่มีการลงทุนใหม่ๆ รวมไปถึงการจับมือกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ที่จะมีการตั้งโรงงานในประเทศอินโดนีเซียก็ยังต้องชะลอแผนออกไป
ด้าน ปรัชญา จันทราทิพย์ ผู้อำนวยการขายและการตลาด บริษัท ปูนซีเมนต์เอเชีย ประเมินว่า ภาพรวมความต้องการปูนซีเมนต์ในปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวประมาณ 5% จากความต้องการรวมในปีนี้อยู่ที่ 3-4 ล้านตัน เติบโตจากปีที่แล้วที่มีความต้องการใช้อยู่ที่ 33 ล้านตัน เพียงเล็กน้อย เพราะจากปัจจัยความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ทำให้โครงการก่อสร้างต่างๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชนชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการวัสดุรายใหญ่จากญี่ปุ่น ยังเดินหน้าลงทุน เนื่องจากคาดหวังว่า กำลังซื้อจะกลับมาในไม่ช้า เคร็ก เม็กเคคเริร์น กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลิกซิล (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าและอุปกรณ์เพื่อที่พักอาศัย อาทิ สุขภัณฑ์อีแน็กซ์ สุขภัณฑ์อเมริกันสแตนดาร์ด ทอสเท็ม กรอบประตูหน้าต่างอะลูมิเนียม เป็นต้น กล่าวว่า กำลังซื้อของผู้บริโภคไทยกำลังจะกลับมา จึงได้มีการลงทุนจำนวน 45 ล้านบาท เปิดโชว์รูมลิกซิล ขนาด 2,200 ตร.ม. ที่ซีดีซี ดีไซน์เซ็นเตอร์ ถนนประดิษฐ์มนูธรรม แห่งแรกที่อยู่นอกประเทศญี่ปุ่น สำหรับจัดแสดงสินค้าทั้งหมดของบริษัท รวมถึงยังได้จัดแสดงห้องตัวอย่างเป็นโซลูชั่นตั้งแต่พื้นที่ครัว ห้องนั่งเล่นและห้องน้ำ เพื่อตอบโจทย์พื้นที่ใช้สอยของการอยู่อาศัยที่มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ในปัจจุบัน โดยวางกลุ่มเป้าหมายให้เป็นแหล่งพบปะของสถาปนิก นักออกแบบ และผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์การรุกสู่ฐานลูกค้าโครงการมากขึ้น จากยอดขายในปัจจุบันของบริษัทในกลุ่มลูกค้าขายปลีกและลูกค้าโครงการในสัดส่วนเท่ากัน
ทั้งนี้ บริษัทแม่ในญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับประเทศไทยมากเป็นอันดับแรกๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน เนื่องจากเป็นที่ตั้งของฐานการผลิตทั้งหมด 4 โรงงาน ได้แก่ กรอบประตูหน้าต่างอะลูมิเนียมที่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร ซึ่งได้มาตั้งฐานการผลิตเมื่อ 27 ปีที่แล้ว เพื่อส่งออกไปยังญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อ 2 ปีที่แล้วได้เริ่มทำตลาดในไทยและส่งจำหน่ายในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ยังเป็นฐานการผลิตสุขภัณฑ์เซรามิกมาราว 40 ปีแล้ว โดยมีโรงงานผลิต 3 แห่ง อาทิ รังสิต ระยอง เป็นต้น ที่ผ่านมาบริษัทได้ขยายกำลังการผลิตต่อเนื่องมาโดยตลอด
สำหรับภาพรวมตลาดสุขภัณฑ์ของไทยในปีนี้ คาดว่าตลาดรวมจะอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท หรือมีอัตราการเติบโตไม่เกิน 5% ในขณะที่บริษัทยังมีการเติบโตของยอดขายสูงกว่าการเติบโตของตลาด เนื่องจากได้ฐานลูกค้าโครงการเอกชนมากขึ้น
เหล่านี้คือแผนตั้งรับของผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้าง โดยหวังว่ากำลังซื้อรอวันฟื้นตัว







