
ความท้าทายยานยนต์ไทย
เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2557 ที่ผ่านมา คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ บีโอไออนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนโครงการผลิตรถยนต์อีโคคาร์เฟส 2 ล็อตใหญ่ จำนวนมากถึง 4 โครงการใหม่ และอีก 2 โครงการขยายลงทุนรวมทั้งหมด 53,529 ล้านบาท กำลังผลิตรถยนต์ 7.89 แสนคัน/ปี สร้างรายได้จากการส่งออกและประหยัดน้ำมันแก่ประเทศด้วยมาตรฐานใหม่ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้จากประเทศจากการส่งออกแล้ว ยังช่วยประหยัดน้ำมันแก่ประเทศอีกด้วย เนื่องจากต้องเป็นรถยนต์ตามมาตรฐานอีโคคาร์ 2 คือ สิ้นเปลืองน้ำมันไม่เกิน 4.3 ลิตร ต่อระยะทาง 100 กม. หรือประมาณ 23.3 กม./ลิตร
เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2557 ที่ผ่านมา คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ บีโอไออนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนโครงการผลิตรถยนต์อีโคคาร์เฟส 2 ล็อตใหญ่ จำนวนมากถึง 4 โครงการใหม่ และอีก 2 โครงการขยายลงทุนรวมทั้งหมด 53,529 ล้านบาท กำลังผลิตรถยนต์ 7.89 แสนคัน/ปี สร้างรายได้จากการส่งออกและประหยัดน้ำมันแก่ประเทศด้วยมาตรฐานใหม่ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้จากประเทศจากการส่งออกแล้ว ยังช่วยประหยัดน้ำมันแก่ประเทศอีกด้วย เนื่องจากต้องเป็นรถยนต์ตามมาตรฐานอีโคคาร์ 2 คือ สิ้นเปลืองน้ำมันไม่เกิน 4.3 ลิตร ต่อระยะทาง 100 กม. หรือประมาณ 23.3 กม./ลิตร
สำหรับโครงการลงทุนใหม่ 4 โครงการ ประกอบด้วยการลงทุนของบริษัท ฟอร์ด 18,180 ล้านบาท กำลังผลิต 1.8 แสนคัน/ปี ตั้งที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด จ.ระยอง โดยฟอร์ดมาทุ่มผลิตไทยเต็มตัว โดยได้ขายโรงงานที่ฟิลิปปินส์ให้กับบริษัทมิตชูบิชิมอเตอร์เรียบร้อยแล้ว ซึ่งไทยจะเป็นฐานการผลิตหลักของเครื่องยนต์เทคโนโลยีสูงแบบ Ecoboost ในเอเชีย ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ได้รับการยกย่องมากในระดับนานาชาติโดยแม้เป็นเครื่องยนต์ขนาดเล็กเพียงแค่ 1 พันซีซี แต่จะมีกำลังมากถึง 125 แรงม้า เท่ากับเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ 1.6 พันซีซี
โครงการที่สอง เป็นของค่าย GM จะลงทุน 13,109 ล้านบาท กำลังผลิต 1.58 แสนคัน/ปี ตั้งประจัญหน้าที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด จ.ระยอง ซึ่งออกแบบเครื่องยนต์ให้ ใช้น้ำมัน E100 ได้อีกด้วยเช่นเดียวกัน จะเน้นผลิตรถยนต์ที่นอกจากประหยัดพลังงานแล้ว ยังออกแบบเครื่องยนต์เป็นพิเศษให้สามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชนิด E100 ได้ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานน้ำมันนำเข้าจากต่างประเทศและช่วยเหลือเกษตรกรไทยไปพร้อมๆ กันอีกด้วย
โครงการที่สาม เป็นของค่ายนิสสัน จะลงทุน 6,860 ล้านบาท กำลังผลิต 1.23 แสนคัน/ปี ตั้งที่ จ.สมุทรปราการ โดยรถยนต์นิสสันมาร์ชตามโครงการอีโคคาร์ 1 ประสบผลสำเร็จมาก จากการใช้เครื่องยนต์พิเศษแบบ 3 สูบ ในประเทศไทยซึ่งมีขนาดเล็กกระทัดรัดและต้นทุนการผลิตต่ำกว่า เนื่องจากมีชิ้นส่วนของเครื่องยนต์น้อยกว่า แต่ได้พัฒนาให้มีกำลังสูงและประหยัดน้ำมัน แม้ว่าปกติแล้วข้อด้อยของเครื่องยนต์แบบ 3 สูบเมื่อเปรียบเทียบกับแบบ 4 สูบ คือ จะไม่สมดุล ดังนั้น ได้ออกแบบเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เครื่องยนต์สั่น ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีด้านนี้ได้พัฒนาไปมาก ผู้โดยสารแทบจะไม่รู้สึกเลยว่าเป็น 3 สูบ สำหรับอีโคคาร์ 2 คาดว่าค่ายนิสสันจะประสบผลสำเร็จอย่างมากเช่นเดียวกัน
โครงการที่สี่ เป็นของค่ายมิตซูบิชิ จะลงทุน 4,900 ล้านบาท กำลังผลิต 2.33 แสน คัน/ปี ตั้งที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ซึ่งอีโคคาร์ 1 ประสบผลสำเร็จอย่างมากเช่นเดียวกันและขยายกำลังผลิตในไทยอย่างมาก จนปัจจุบันไทยเป็นฐานการผลิตใหญ่ที่สุดของมิตซูบิชินอกประเทศญี่ปุ่น
อีก 2 โครงการเป็นการขยายกิจการของโครงการที่ได้รับการส่งเสริมเดิม ประกอบด้วยการแก้ไขโครงการเดิมของค่ายมิตซูบิชิมอเตอร์ เช่นเดียวกันที่ตั้งที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี จะลงทุนเพิ่มเติมอีก 7,714 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังผลิตอีก 3.5 หมื่นคัน/ปี และการแก้ไขโครงการเดิมของค่ายโตโยต้า ลงทุนเพิ่มเติมอีก 2,766 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังผลิตอีก 6 หมื่นคัน ที่โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นฐานสำหรับการผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของโตโยต้า ในไทย
การส่งเสริมการลงทุนข้างต้น ได้ตอกย้ำความสำเร็จของอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทย ซึ่งในระยะที่ผ่านมาไทยประสบผลสำเร็จอย่างมากทั้งในแง่ปริมาณ โดยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ 10 อันดับแรกของโลกและในแง่ความลึก เป็นฐานผลิตชิ้นส่วนจำนวนมากและเริ่มมีกิจกรรมด้านวิจัยและพัฒนามากขึ้น ทำให้ห่วงโซ่อุปทานของไทยเข้มแข็งอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม จะต้องเร่งพัฒนาไม่หยุดยั้งเนื่องจากต้องเผชิญหน้ากับอินโดนีเซียซึ่งกำลังไล่ตามมาอย่างติดๆ โดยคาดว่าไทยจะผลิตรถยนต์ลดลงจาก 2.46 ล้านคัน ในปี 2556 เหลือ 2.1 ล้านคัน ในปี 2557 ขณะที่อินโดนีเซียกำลังมาแรง คาดว่าจะผลิตรถยนต์เพิ่มจาก 1.23 ล้านคัน ในปี 2556 เป็น 1.4 ล้านคัน ในปี 2557 และคาดว่าจะทะลุ 2 ล้านคัน ใกล้เคียงกับไทย ในปัจจุบันอีกประมาณ 5 ปี ข้างหน้า







