posttoday
ธุรกิจพลิกวิกฤตเป็นโอกาสจับตาสินค้ารุ่งหลังม็อบเลิก

ธุรกิจพลิกวิกฤตเป็นโอกาสจับตาสินค้ารุ่งหลังม็อบเลิก

04 มิถุนายน 2553

 

 

บริษัท มาร์เก็ตไว้ส์ ผู้วิจัยการตลาดในประเทศไทย ได้สำรวจความคิดเห็นของกลุ่มนักธุรกิจ ผู้ประกอบการและพนักงาน จำนวน 240 คน หลังเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่เพิ่งจบไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 2631 พ.ค.นี้ พบแนวโน้มที่น่าสนใจที่ผู้ประกอบธุรกิจสามารถพลิกวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสได้

การสำรวจครั้งนี้ แบ่งกลุ่มผู้ให้สัมภาษณ์ เป็น 2 กลุ่ม คือ เจ้าของกิจการ และพนักงานบริษัทเอกชนทั้งในระดับบริหารและปฏิบัติการ รวมทั้งแบ่งกลุ่มคนตามพื้นที่ ได้แก่ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ชุมนุมโดยตรง ได้แก่ ราชประสงค์ สีลมและอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และผู้อยู่นอกพื้นที่การชุมนุม ได้แก่ เขตรามคำแหง/ หัวหมาก บางรัก/สาทร ทองหล่อ/สุขุมวิท รัชดาภิเษก/ห้วยขวาง และเพชรบุรีตัดใหม่

ผลสำรวจพบว่า ปัญหาสำคัญที่สุดหลังเหตุการณ์ คือ ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ 75% รองลงมา คือ ความแตกแยกทางการเมืองและสังคม 58% รวมทั้งความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ 33% ส่วนปัญหาอื่นๆ ที่ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญในสัดส่วนที่รองๆ ลงมา อาทิ การว่างงาน คอร์รัปชัน ความยากจน ภาวะโลกร้อน และความเหลื่อมล้ำทางสังคม เป็นต้น

ขณะที่ระดับความเชื่อมั่นในด้านต่างๆ ค่อนข้างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเรื่องความปรองดองในสังคม ที่เชื่อมั่นเพียง 24% และเชื่อมั่นในการเติบโตทางเศรษฐกิจ 39% โดยผู้ให้สัมภาษณ์ยังกังวลในเรื่องการถูกเลิกจ้างหรือออกจากงาน

อย่างไรก็ตาม ผู้ตอบแบบสอบถาม 35% คิดว่าสามารถฟื้นฟูประเทศขึ้นมาได้ภายใน 3 เดือน1 ปี และส่วนใหญ่เห็นว่าสามารถฟื้นฟูประเทศไทยภายใน 12 ปี

นางดารณี รัชต์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาร์เก็ตไว้ส์ กล่าวว่า มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่าผู้ที่อยู่ในพื้นที่ชุมนุม โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 2030 ปี เห็นว่าการฟื้นฟูประเทศจะใช้เวลาไม่นาน ส่วนกลุ่มที่อยู่นอกพื้นที่ชุมนุมคาดว่าจะใช้เวลานานกว่า ทั้งนี้เป็นเพราะกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่ชุมนุมเห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองจบลง อย่างไรก็ตาม ในวิกฤติมีโอกาส เพราะจากการสำรวจครั้งนี้ พบทัศนคติเชิงบวกที่น่าสนใจ อาทิ ต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและคิดถึงประเทศชาติมากขึ้นถึง 96%, รู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ 96%, ขยันและทำงานหนักมากขึ้น 90% นอกจากนี้ยังวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร และใช้วิจารณญาณในการรับสื่อมากขึ้น 95%

โดยสื่อหลักที่น่าเชื่อถือ ยังคงเป็นรายการข่าวทางโทรทัศน์ ขณะที่กลุ่มอายุ 2030 ปี จะใช้แหล่ง

ข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตและเฟซบุ๊คและทวิต

จากพฤติกรรมและมุมมองของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ทางการเมืองเพิ่งผ่านพ้นไป มีมุมมองใหม่ที่นักการตลาดสามารถนำไปสร้างโอกาสทางธุรกิจได้ อาทิ การเปิดให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ (CoCreation) เพื่อสร้างความเชื่อมโยง ผูกพันระหว่างผู้บริโภคและผลิตภัณฑ์ได้แน่นแฟ้นขึ้น

นอกจากนี้ ธุรกิจที่เน้นเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม คำนึงถึงความโปร่งใส ความเอื้อเฟื้อ การส่งเสริมคุณค่าของผลิตภัณฑ์ให้เข้าถึงความเป็นตัวตนของผู้บริโภค จะได้รับความไว้วางใจและความภักดีจากผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการสร้างความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางที่กลุ่มผู้บริโภคให้การยอมรับ การสร้างความพิเศษของสินค้าและบริการ ที่มุ่งความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับตราสินค้า เป็นต้น

"นักการตลาดที่สามารถทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเขาได้รับข้อมูลที่ลึกซึ้งเป็นพิเศษ ทันต่อเหตุการณ์และน่าเชื่อถือได้ ก็สร้างความสำเร็จได้" นางดารณีกล่าว

เมื่อเจาะลึกไปที่พฤติกรรมในการจับจ่าย ซื้อของ ของผู้บริโภคกลุ่มนี้ พบว่า 85% เน้นซื้อสินค้าที่มีฟังก์ชันการใช้งานครบถ้วน เน้นเรื่องประโยชน์ใช้สอย 80% บอกว่าจะท่องเที่ยวน้อยลง และ 79% จะออกเงินมากขึ้น ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวจะส่งผลต่อความสนใจที่มีต่อสินค้าและบริการบางกลุ่ม เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เช่น การประกันภัยและชีวิต กล้องวงจรปิด เครื่องดับเพลิง อุปกรณ์ฉุกเฉิน ผลิตภัณฑ์สุขภาพ อาทิ สปา ผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวและสังคม เช่น โฮมเอนเตอร์เทนเมนต์ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าและประสิทธิภาพสูง และผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ลูกค้าประหยัดเงิน เป็นต้น

เมื่อเหตุการณ์ไม่สงบผ่านไป ฟ้าหลังฝน เริ่มเห็นแววสดใส โอกาสของประเทศไทยจะกลับมา และเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องจริงใจในการร่วมฟื้นฟูประเทศในทุกภาคส่วน เพื่อเดินหน้าต่อไปในอนาคต

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน