
ชาวสวนยางจี้รัฐพยุงราคาขู่เคลื่อนไหว
สภาการยางขู่ชาวสวนยางเครียด จ่อผูกคอตายอีกเพียบ เมินกฎอัยการศึกหากทนไม่ไหวพร้อมออกมาเรียกร้อง พร้อมให้ “ปีติพงศ์” ระงับโครงการจัดซื้อปุ๋ย 1.2 หมื่นล้านบาท แล้วเอาเงินสดมาจ่ายตรงชาวสวนยางดีกว่า
สภาการยางขู่ชาวสวนยางเครียด จ่อผูกคอตายอีกเพียบ เมินกฎอัยการศึกหากทนไม่ไหวพร้อมออกมาเรียกร้อง พร้อมให้ “ปีติพงศ์” ระงับโครงการจัดซื้อปุ๋ย 1.2 หมื่นล้านบาท แล้วเอาเงินสดมาจ่ายตรงชาวสวนยางดีกว่า
นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาการยางแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีปัญหายางพาราราคาตกต่ำจนทำให้มีเกษตรกรสวนยางฆ่าตัวตาย 2 รายว่า น่าจะเครียดจากยางราคาตกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ขายยางขาดทุนกิโลกรัมละ 20 บาท และยังต้องหยุดกรีดยางในช่วงฤดูฝนทำให้เครียดมากขึ้น แม้ว่ากรีดยางได้ขายขาดทุนก็มีเงินกินวันละ 100-200 บาท แต่ขณะนี้เกษตรกรสวนยางไม่มีรายได้เลย ทำให้เดือดร้อนกันสาหัส ทั้งเจ้าของสวนยางกว่า 6 ล้านครัวเรือน คนกรีดยางอีก 3 ล้านครัวเรือน
“หากรัฐบาลไม่เร่งจ่ายเงินช่วยเหลือให้ชาวสวนยางไร่ละ 2,520 บาท โดยด่วนภายในเดือนนี้ คาดว่าจะมีเกษตรกรชาวสวนยางผูกคอตายอีกมาก เพราะเดือดร้อนกว่าชาวนาที่ยังขายข้าวได้ไร่ละ 6,000-7,000 บาท ตอนนี้ราคายางขายได้ 45 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น เมื่อเทียบกับช่วงที่เคยสูงสุดถึงกิโลกรัมละ 185 บาท มันไม่คุ้ม และมาเจอกับภาวะเศรษฐกิจในช่วงนี้บวกกับที่ค่าครองชีพที่สูงมากเกษตรกรเดือดร้อนกันหมด” นายอุทัย กล่าว
นอกจากนี้ หากเกษตรกรชาวสวนยางทนแบกรับกับภาระดังกล่าวไม่ได้ อาจจะต้องระเบิดออกมาบ้าง เพื่อกดดันให้รัฐบาลหามาตรการหรือทำอะไรให้ดีขึ้นมาบ้าง แม้ว่าจะยังอยู่ในช่วงของการประกาศกฎอัยการศึกก็ตาม เพราะมาตรการช่วยเหลือที่ผ่านมายังแก้ได้ไม่ตรงจุด
ทั้งนี้ นายอุทัย มองว่า การที่รัฐบาลช่วยเหลือเป็นตัวเงินให้ถึงมือเกษตรกรชาวสวนยางพาราเร็วที่สุด จะช่วยทำให้มีเม็ดเงินหมุนในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ชาวสวนยางได้ระดับหนึ่ง ส่วนมาตรการชะลอกรีดยางนั้น คงไม่มีใครชะลอขนาดกรีดทุกวันยังไม่มีกิน ในตอนนี้ก็เหมือนชะลอกรีดยางอยู่แล้ว เพราะฝนตกทุกวัน ดังนั้นช่วงนี้จึงเหมาะสมที่สุดที่รัฐบาลจะเร่งเข้ามาช่วยเหลือ เพราะในช่วงเดือนพ.ย.ปีนี้ไปจนถึงเดือนม.ค.2558 ก็จะเป็นช่วงที่ปริมาณยางพาราออกสู่ตลาดโลกสูงสุด
ขณะเดียวกัน ได้เสนอให้นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ไปเจรจากับบริษัทค้ายางรายใหญ่หรือเรียกว่าห้าเสือ ที่ผูกขาดตลาดยางให้หยุดส่งออกยางในช่วงที่มีปริมาณยางออกสูงสุด (พีก) เพื่อพยุงราคาตลาดไม่ให้ตกไปมากกว่านี้ รวมทั้งให้นายปีติพงศ์ ในฐานะประธานบอร์ดกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ระงับโครงการจัดซื้อซื้อปุ๋ยเคมีประมาณ 6 หมื่นตัน วงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปให้เกษตรกรที่ปลูกยางโดยตรง ตามพรบ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 เพื่อให้เกษตรกรเลือกเองว่าจะนำเงินไปซื้อปุ๋ยอินทรีย์หรือผสมปุ๋ยใช้เองแทน ซึ่งจะง่ายและเร็วกว่า รวมทั้งตัดวงจรนักการเมือง พ่อค้าและข้าราชการที่หากินกับปุ๋ยมาหลายสิบปี
ภาพประกอบข่าว







