posttoday
ครม.อัดงบ3.2แสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจ

ครม.อัดงบ3.2แสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจ

05 ตุลาคม 2557

รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงงัดมาตรการต่างๆ ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงงัดมาตรการต่างๆ ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้อนุมัติงบประมาณอีก 3.24 แสนล้าน เพื่อออก

เน้นซ่อมแซมเร่งรัดจัดซื้อจัดจ้าง หว่าน4หมื่นล้านอุ้มชาวนาทั่วประเทศ รัฐบาลเดินหน้าทุ่มเงิน 3.24 แสนล้าน เพิ่มการจ้างงาน แจกชาวนา 4 หมื่นล้าน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใน 3 เดือนสุดท้ายของปี 2557 แบ่งเป็นมาตรการสร้างงาน และมาตรการเพิ่มรายได้ด้วยการช่วยเหลือลดต้นทุนผลผลิตแก่ชาวนา

สำหรับมาตรการสร้างงาน ประกอบด้วย 4 ส่วน ใช้เงินทั้งสิ้น 3.24 แสนล้านบาท โดยมุ่งเน้นการใช้จ่ายงบลงทุนที่ยังไม่ได้สร้างภาระผูกพัน 1.47 แสนล้านบาท และให้ทุกกระทรวงเร่งรัดโครงการที่พร้อมลงทุนให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างและเร่งเบิกจ่ายงบ เร่งให้เกิดการจ้างงาน และซื้อวัสดุก่อสร้าง

นอกจากนี้ ให้เร่งรัดการจัดซื้อจัดจ้างในส่วนงบลงทุนปี 2558 ที่มีอยู่ 4.49 แสนล้านบาท ต้องทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างให้ได้ในไตรมาสแรกประมาณ 1.29 แสนล้านบาท โดยให้รัฐมนตรีติดตามไม่ให้ซูเอี๋ยกัน มาตรการต่อมา คือ เร่งรัดการใช้จ่ายลงทุนในโครงการขนาดเล็กรวม 2.3 หมื่นล้านบาท เน้นการซ่อมแซมเป็นหลัก

“เราจะทำให้เกิดการจ้างงานได้เร็ว กดปุ่มปุ๊บธุรกิจก่อสร้างกระเตื้องทันที ซึ่งการสร้างงานไม่ใช่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ และการเบิกจ่ายไม่ช้าเป็นเต่าแน่ ผมจะจี้ทุกเดือนด้วย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว ขณะเดียวกันยังเร่งรัดอนุมัติโครงการที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนที่ค้างอยู่ 4.29 แสนล้านบาท

สำหรับมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยนั้น จะดูแลชาวนา 3.4 ล้านครอบครัวทั่วประเทศ ด้วยการให้เงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิตแก่ชาวนา 1,000 บาท/ไร่ สูงสุดไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท รวมใช้เงินทั้งสิ้น 4 หมื่นล้านบาท “มาตรการที่ทำนี้สำคัญมาก จะช่วยการสร้างงาน ตอนนี้การส่งออกพึ่งได้ยาก เราต้องกระตุ้นเศรษฐกิจภายในเพื่อสร้างไฮเพาเวอร์มันนี่” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว

ผ่าน กม.ปลดล็อกค้ำประกันหนี้ผ่านแล้วสำหรับกฎหมายที่จะสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ค้ำประกันหนี้ทั้งหลาย เมื่อผ่านกม.ปลดล็อกค้ำหนี้


สนช.ผ่านวาระ 3 แก้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อุ้มผู้ค้ำประกันหนี้ แก้ลำทวงหนี้ผิดตัวสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ผ่านความเห็นชอบร่างแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวดเดียวในวาระที่สองและสาม เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ทันทีที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา

สำหรับสาระสำคัญของกฎหมายที่แก้ไข คือ หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้และดอกเบี้ยตามสัญญาให้ติดตามทวงถามจากลูกหนี้ให้ถึงที่สุดก่อน จึงจะติดตามทวงถามจากผู้ค้ำประกัน

นอกจากนี้ ให้ระบุว่าเจ้าหนี้ไม่สามารถเอาผิดลูกหนี้ได้เกินกว่าวงเงินสินทรัพย์ที่ได้ค้ำประกันเอาไว้ หรือเรียกร้องจากผู้ค้ำประกันได้เท่ากับหรือมากกว่าหนี้ที่ลูกหนี้ติดค้างไว้ และในกรณีที่นำทรัพย์สินที่จำนองไปขายทอดตลาดแล้วมีมูลค่าเกินกว่าหนี้ที่ค้างอยู่ก็จะต้องคืนเงินส่วนนั้นให้ลูกหนี้ รวมทั้งการติดตามทวงหนี้จะต้องแจ้งให้ผู้ค้ำประกันหนี้ทราบล่วงหน้า 6 เดือน

ทั้งนี้ กฎหมายจะไม่มีผลบังคับใช้ย้อนหลังกับสัญญากู้ยืมเงินที่มีก่อนหน้าที่จะแก้ไขกฎหมาย

สำหรับกฎหมายที่แก้ไขนี้จะให้ความเป็นธรรมกับผู้ค้ำประกันและผู้จำนองซึ่งไม่ใช่ลูกหนี้ชั้นต้น เนื่องจากเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน หรือผู้ประกอบอาชีพให้กู้ยืม มักอาศัยอำนาจต่อรองที่สูงกว่าหรือใช้ความได้เปรียบฟ้องร้องกับผู้ค้ำประกันกรณีที่ลูกหนี้ชั้นต้นผิดชำระหนี้ ทำให้คนเหล่านี้ไม่ได้รับความคุ้มครอง แถมกลายเป็นผู้ถูกฟ้องล้มละลายด้วย

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การแก้ไขกฎหมายให้ฟ้องร้องลูกหนี้ก่อนจะไปฟ้องผู้ค้ำประกัน สร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่ที่ผ่านมาลูกหนี้จะใช้นิติบุคคลมาขอกู้ ซึ่งรับผิดชอบจำกัดเท่ากับทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว หากไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันสูงกว่าหรือเท่ามูลค่าหนี้ ก็จะต้องหาบุคคลมาค้ำประกันเพิ่ม ไม่เช่นนั้นอาจจะมีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ

แบงก์เปลี่ยนผู้ค้ำหนี้เป็นกู้ร่วม


ธนาคารเปลี่ยนรูปแบบการปล่อยสินเชื่อใหม่ ไม่เน้นผู้ค้ำประกัน แต่เปลี่ยนให้เป็นผู้กู้ร่วม และเน้นหลักประกันนายฐากร ปิยะพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส หรือ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เปิดเผยว่ารูปแบบการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินเปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยสถาบันการเงินจะเน้นที่หลักประกันว่าคุ้มมูลหนี้หรือไม่ ส่วนผู้ค้ำประกันหนี้ไม่มีน้ำหนักต่อการปล่อยกู้มากนัก หากลูกหนี้มีรายได้ไม่เพียงพอชำระหนี้ก็จะให้ผู้ค้ำประกันเป็นผู้กู้ร่วมด้วยเลย“ธนาคารจะดูศักยภาพของกิจการ และดูกระแสเงินหมุนเวียนรวมทั้งออร์เดอร์ที่มีในมือ มาพิจารณามากกว่าจะดูคนค้ำประกัน ส่วนสินเชื่อเงินสดไม่มีคนค้ำประกันอยู่แล้ว” นายฐากร กล่าวอย่างไรก็ตาม การที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านความเห็นชอบร่าง แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา ก็ไม่ทำให้การปล่อยสินเชื่อของธนาคารยากยิ่งขึ้น เพราะขณะนี้ทุกธนาคารก็ดูแลคุณภาพหนี้อย่างเข้มข้นทั้งนี้ สาระสำคัญของกฎหมายที่แก้ไข คือ หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้และดอกเบี้ยตามสัญญาให้ติดตามทวงถามจากลูกหนี้ให้ถึงที่สุดก่อน จึงจะติดตามทวงถามจากผู้ค้ำประกันไม่สามารถเอาผิดลูกหนี้ได้เกินกว่าวงเงินสินทรัพย์ที่ได้ค้ำประกันเอาไว้ หรือเรียกร้องจากผู้ค้ำประกันได้เท่ากับหรือมากกว่าหนี้ที่ลูกหนี้ติดค้างไว้ การติดตามทวงหนี้จะต้องแจ้งให้ผู้ค้ำประกันหนี้ล่วงหน้า 6 เดือนนายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การพิจารณาสินเชื่อของธนาคารจะดูจากประวัติการเงินผ่านทางบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) หลักทรัพย์ค้ำประกัน และให้ผู้ค้ำประกันเป็นผู้กู้ร่วมด้วย เพราะส่วนใหญ่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) มักจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่มีความรับผิดชอบจำกัด ธนาคารจะให้ญาติพี่น้อง หรือผู้ที่จะค้ำประกันเป็นผู้กู้ร่วมเพื่อลดความเสี่ยง“คนที่มากู้ร่วมหรือค้ำประกันหนี้มักจะรู้ดีว่ามีโอกาสจะถูกฟ้อง หากลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไข จึงเป็นที่มาของสำนวนว่า การค้ำประกันคือการเอากระดูกมาแขวนคอ ดังนั้นจึงไม่ควรไปค้ำประกันหนี้ให้ใครหากไม่รู้จักกันดีหรือเป็นคนในครอบครัว” นายชาติชาย กล่าว อย่างไรก็ดี การแก้ไขกฎหมายให้ฟ้องร้องลูกหนี้ก่อนจะไปฟ้องผู้ประกัน สร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่ที่ผ่านมาลูกหนี้จะใช้นิติบุคคลมาขอกู้ ซึ่งรับผิดชอบจำกัดเท่ากับทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว หากไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันสูงกว่าหรือเท่ามูลค่าหนี้ ก็จะต้องหาบุคคลมาค้ำประกันหรือกู้ร่วม ไม่เช่นนั้นอาจจะมีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ nมอบดาบ ธปท.คุมแบงก์รัฐ ปัญหาของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐกำลังถูกแก้ไขอย่างจริงจัง หลังจากถูกนักการเมืองทั้งหลายใช้เป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์และหาเสียง จนทำให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐหลายแห่งเกือบเจ๊ง

มอบดาบธปท.คุมแบงก์รัฐ ซูเปอร์บอร์ดสั่งดูแลเหมือนธนาคารพาณิชย์สกัดฝ่ายการเมืองใช้เป็นเครื่องมือจนเป๋ “ซูเปอร์บอร์ด” มอบดาบ ธปท.กำกับแบงก์รัฐเต็มรูปแบบ เพิ่มอำนาจแก้ปัญหา กล่าวโทษผู้บริหารได้ นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐ

วิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า โดยคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (ซูเปอร์บอร์ด) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเต็มรูปแบบ มีอำนาจออกเกณฑ์กำกับ ตรวจสอบความเหมาะสมของผู้บริหาร

รวมถึงสั่งการให้มีการแก้ไขปัญหา เพื่อให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเป็นอิสระอย่างแท้จริง ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาจากฝ่ายการเมืองมาใช้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐสนองนโยบายที่ไม่เหมาะสม ขณะที่กระทรวงการคลังจะเป็นเพียงผู้กำกับทางด้านนโยบายและเป็นผู้ถือหุ้น

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ ธปท.ไปหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากำกับดูแล หัวใจสำคัญ คือ ให้ธปท.สามารถสั่งการแก้ไขปัญหารวมถึงร้องทุกข์กล่าวโทษผู้บริหาร

จากเดิมที่เป็นเพียงผู้ตรวจสอบ แต่ผู้สั่งให้แก้ไขยังคงเป็นกระทรวงการคลัง จึงอาจทำให้การแก้ไขปัญหาไม่ทันการณ์ และการดูแลแบงก์รัฐต่อไปจะใช้มาตรฐานเดียวกับธนาคารพาณิชย์

” นายกุลิศ กล่าว

สำหรับการแก้ปัญหาธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ให้เร่งจัดทำการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินให้ชัดเจน และในเดือนหน้าจะต้องรายงานความคืบหน้า และภายในปีนี้จะต้องมีแผนแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ซูเปอร์บอร์ดยังมีมติให้เร่งสร้างความโปร่งใสการก่อสร้างและจัดซื้อจัดจ้างรวมทั้งการร่วมลงทุนของรัฐวิสาหกิจ หลังจากประเทศไทยได้เป็นภาคีสมาชิก CoST โดยกำหนดให้โครงการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย โครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ และโครงการจัดหาผู้เดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายเป็น

โครงการนำร่อง

ที่ประชุมซูเปอร์บอร์ดยังได้พิจารณาการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจ 5 แห่ง โดยบริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม ได้มอบหมายให้กระทรวงเทคโนโลยีสาร

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน